รัฐบาลญี่ปุ่นจะเปิดเผยวงเงินที่ใช้ในการแทรกแซงตลาดปริมาณเงินตราตลอดเดือนส.ค.ในวันนี้ ซึ่งการแทรกแซงดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะสกัดการแข็งค่าของเงินเยนเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและสกุลเงินอื่นๆ
เทรดเดอร์ในตลาดประมาณการว่า กระทรวงการคลัง และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ใช้เงินในการแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราในเดือนส.ค.ประมาณ 4.5 ล้านล้านเยน หรือ 5.874 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวจะถือเป็นวงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์หากทางการญี่ปุ่นใช้ในการดำเนินการเพียงวันเดียว
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังญี่ปุ่นจะยังไม่เปิดเผยว่า ทางกระทรวงและบีโอเจได้เข้าแทรกแซงตลาดกี่ครั้งในระหว่งวันที่ 28 ก.ค.จนถึงวันที่ 29 ส.ค. โดยจะมีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในเดือนพ.ย.
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา ทางการญี่ปุ่นได้เข้าแทรกแซงตลาดปริวรรเงินตราภายในประเทศ ซึ่งเป็นการดำเนินการเพียงประเทศเดียว ซึ่งช่วยหนุนสกุลเงินดอลลาร์ดีดตัวขึ้นราว 3% สู่ระดับ 80 เยนอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่หลังจากนั้นไม่นาน สกุลเงินดอลลาร์ก็เริ่มอ่อนตัวลง และร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดที่ 75.95 เยนเมื่อวันที่ 19 ส.ค.
นอกจากนี้ ทางการญี่ปุ่นยังได้เข้าแทรกแซงตลาดเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2553 ด้วยการเทขายเงินเยนมูลค่า 2.12 ล้านล้านเยนเพื่อเข้าซื้อสกุลเงินดอลลาร์ และในวันที่ 18 มี.ค.ของปีนี้ ทางการญี่ปุ่นได้เข้าซื้อเงินเยนมูลค่า 6.925 เยน ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกับประเทศอื่นๆในกลุ่ม G7 โดยมีเป้าหมายที่จะฉุดเงินเยนให้อ่อนค่าลง