การเพิ่มสัดส่วนของไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในระบบโครงข่ายไฟฟ้าอาจสร้าง "ความไม่สมดุล" ระหว่างปริมาณไฟฟ้าที่จ่ายเข้าสู่ระบบและไฟฟ้าที่ถูกใช้จากระบบได้ เป็นไปได้ที่ผู้ผลิตไฟฟ้าที่ขายไฟฟ้าที่ผลิตจากทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนนั้นจะไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามจำนวนที่ได้สัญญาไว้กับผู้ซื้อ
ในยุคของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของประเทศไทยนี้ ผู้ซื้อนั้นเป็นได้ทั้ง "การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและฝ่ายจำหน่าย" ซึ่งเป็นเจ้าของระบบโครงข่าย และผู้ใช้ไฟฟ้าปลายทางที่ใช้ไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายซึ่งผู้ผลิตได้จ่ายเข้าระบบโครงข่าย หาก "ตกลง"ว่าจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบโครงข่าย 100 หน่วย แต่เนื่องจากความผันผวนไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียนจึงจ่ายไฟฟ้า "ได้จริง" เพียง 90 หน่วย ย่อมหมายความว่าไฟฟ้าขาดไป 10 หน่วย ไฟฟ้าที่ขาดไปนี้จะก่อความไม่สมดุลได้เนื่องจากระบบโครงข่ายจะมีไฟฟ้าไม่พอสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้า
ความไม่สมดุลนี้จะขยายตัวใหญ่ขึ้นหากมีผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ส่งผลให้มีความผันผวนไม่แน่นอนมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ผู้ประกอบกิจการระบบโครงข่ายกล่าวคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและฝ่ายจำหน่ายในฐานะผู้ที่บริหารจัดการระบบโครงข่ายจะต้องให้บริการปรับสมดุลนี้และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากบริการนี้
คำถามที่เกิดขึ้นคือค่าบริการนี้จะเรียกเก็บจากใคร และส่งผลต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าอย่างไร ทั้งกรณีที่เป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในกรณที่ผู้ผลิตขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้า (กรณีขายไฟฟ้าให้รัฐ) และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนที่อาศัยโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อส่งผ่านไฟฟ้า
สหภาพยุโรปได้ออก EU Regulation 2017/2195 (23 พฤศจิกายน 2017) เพื่อบอกถึงกฎเกณฑ์ทางเทคนิคของ "ตลาดบริการสร้างความสมดุลของระบบโครงข่ายไฟฟ้า" ของสหภาพยุโรป โดยแสดงให้เห็นว่าผู้ให้บริการระบบโครงข่ายไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบกิจการระบบส่ง (Transmission System Operator หรือ "TSO") และผู้ประกอบกิจการระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Distribution System Operator หรือ "DSO") จะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสมดุลนี้
Article 2(1) ของกฎหมายของสหภาพยุโรปนี้ได้ให้คำนิยามของ "การปรับสมดุล" เอาไว้ว่า "การกระทำและกระบวนการใด ๆ ที่ผู้ประกอบกิจการระบบส่งทำเพื่อธำรงรักษาความระดับความถี่ของระบบโครงข่ายไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยสอดคล้องกับปริมาณสำรองที่จำเป็นสำหรับการรักษาคุณภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้า"
การให้บริการนี้ประกอบด้วยการสร้างความสมดุลของตัวเนื้อไฟฟ้า (Balancing Energy) และความสมดุลของกำลังการผลิตไฟฟ้า (Balancing Capacity) โดยการสร้างความสมดุลของตัวเนื้อไฟฟ้านั้น หมายถึง ไฟฟ้าที่ผู้ประกอบกิจการระบบส่ง "ใช้" เพื่อให้บริการปรับสมดุลของระบบโครงข่ายไฟฟ้า (โดยเป็นไฟฟ้าที่จัดหามาโดยผู้ให้บริการปรับสมดุล (Balancing Service Provider)
ส่วนการสร้างความสมดุลของกำลังการผลิตไฟฟ้านั้น หมายถึงปริมาณของกำลังสำรองที่ผู้ให้บริการปรับสมดุลตกลงที่จะดำเนินการให้มี (โดยที่ผู้ให้บริการจะส่งคำขอให้บริการเพื่อตอบสนองต่อปริมาณเนื้อพลังงานที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบกิจการระบบส่งในการปรับสมดุลของระบบโครงข่ายตามระยะเวลาของสัญญา)
Article 2(6) ของ EU Regulation 2017/2195 ได้ให้คำนิยามของ "Balancing Service Provider" เอาไว้ว่า หมายถึง บุคคลที่เข้าร่วมในตลาดไฟฟ้า (Market Participant หรือ "MP") ที่มีหน่วยหรือจัดหากำลังการผลิตที่สามารถให้บริการปรับความสมดุลต่อผู้ประกอบกิจการระบบส่ง
ในประเทศไทยผู้ประกอบกิจการระบบส่งไฟฟ้าคือ กฟผ. ดังนั้นแล้ว หากคิดจากโครงสร้างตลาด Balancing Market ของ EU แล้ว กฟผ. จะรับผิดชอบปรับสมดุลระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยสามารถ "ซื้อ" ทั้งตัวเนื้อไฟฟ้าและกำลังการผลิตไฟฟ้ามาเพื่อปรับสมดุลของระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดย กฟผ. อาจซื้อไฟฟ้าและกำลังการผลิตนี้จากโรงไฟฟ้าของเอกชนที่ขายไฟฟ้าและกำลังการผลิตเพื่อให้ กฟผ. ทำหน้าที่ Balancer ได้
การให้บริการปรับสมดุลนั้นเป็นสิ่งที่มีต้นทุนหรือเรียกได้ว่า "ไม่ใช่ของฟรี" กฟผ. จะต้องลงทุนจัดหาและใช้กลไกหรือระบบที่จำเป็นต่อการปรับสมดุลและลงมือประกอบกิจการนี้
National Energy System Operator (NESO) ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการระบบโครงข่ายในสหราชอาณาจักรและทำหน้าที่เป็น "Balancer" ของระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้ให้คำอธิบายว่า การให้บริการปรับสมดุลนั้นจำเป็นต้องใช้เครื่องมือหลาย ๆ ตัว เช่น การซื้อขายไฟฟ้า การให้บริการ (Balancing Services) กลไกปรับสมดุล (Balancing Mechanism หรือ "BM") การวางแผนในการจ่ายไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าและข้อจำกัดของระบบโครงสร้าง ดังนั้นแล้วต้นทุนของการรักษาความสมดุลจึงประกอบด้วยค่าใช้จ่ายจากตัวกลไกปรับสมดุล การให้บริการปรับสมดุล และการซื้อขายไฟฟ้า
ต้นทุนของกลไกปรับสมดุลนั้นเกิดขึ้นจากการกระทำเพื่อจัดการและแก้ไขในส่วนของตัวเนื้อพลังงาน (Energy Actions) ในระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยการ "สื่อสาร" ไปยังโรงไฟฟ้าให้จัดการไฟฟ้าให้มากขึ้นหรือน้อยลงตามความต้องการ และการกระทำในเชิงระบบ (System Actions) เพื่อจัดการกับข้อจำกัดในเชิงกายภาพของระบบ โดยการดำเนินการนี้ (ผ่านห้องควบคุม) จะดำเนินการปรับการทำงานของโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อสร้างความสมดุลของระดับความถี่ ความเร็ว ความมั่นคง และอุณหภูมิของระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดย "ราคา" เกิดขึ้นนั้นมาจากราคาของไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าจากขายให้
ต้นทุนส่วนที่สองคือต้นทุนจากบริการปรับความสมดุลซึ่งเป็นการดำเนินการส่งเสริมตลาดและการจัดหาประสิทธิภาพของระบบที่มิได้ครอบคลุมโดยกลไกปรับความสมดุล (BM) ต้นทุนส่วนที่สามคือต้นทุนจากการซื้อขายไฟฟ้ากล่าวคือการซื้อขายไฟฟ้าเพื่อสร้างความสมดุลโดยอาศัยการคาดการณ์ปริมาณพลังงานที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบโครงข่ายไฟฟ้า
รัฐอาจประกาศรับซื้อไฟฟ้าและกำลังการผลิตเพื่อปรับสมดุลไฟฟ้าโดยเฉพาะ ในอดีตเราจะเห็นว่ารัฐ "จูงใจ" ให้เอกชนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยการกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าที่สร้างกำไรให้เอกชน (เช่น Adder และ Feed-in-Tariff หรือ "FiT") ทุกหน่วยไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตและจ่ายเข้าระบบโครงข่ายรัฐจะรับซื้อและจ่ายในราคาที่เอกชนได้เงินลงทุนคืน พร้อมผลตอบแทนที่เหมาะสม
แต่ในยุคของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานเมื่อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเริ่มมีสัดส่วนมากขึ้น เอกชนเริ่มอยากซื้อขายไฟฟ้าสะอาดกันเอง (แต่ส่งมอบกันผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า) กฟผ. ในฐานะ Balancer ก็อาจต้องซื้อไฟฟ้าและกำลังการผลิตมาเพื่อปรับสมดุลให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้มั่นคง
กฟผ. อาจซื้อไฟฟ้าและกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟฟ้าได้แน่นอนในเวลาที่ต้องการเพื่อป้องกันมิให้ระบบโครงข่ายเกิดความไม่สมดุล กล่าวคือ ซื้อไฟฟ้าและกำลังการผลิตจากผู้ให้บริการปรับสมดุล (Balancing Service Provider) เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor หรือ SMR) โรงไฟฟ้าประเภทนี้สามารถผลิตไฟฟ้าที่แน่นอนเพื่อ "ช่วย" ปรับสมดุลระบบโครงข่าย ณ เวลาที่ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเกิดความผันผวนไม่แน่นอน
หาก กฟผ. จะต้อง "ซื้อความพร้อมนี้" สัญญาซื้อขายไฟฟ้าจะต้องกำหนดให้ กฟผ. ต้องจ่ายค่าอะไร? ในสหราชอาณาจักรค่าตอบแทนของโรงไฟฟ้าประเภทนี้มีตัวอย่างเช่น "Start-Up Service" เพื่อ Balancing Service บริการนี้มีองค์ประกอบสองส่วนคือ BMU Start-Up ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้ไปอยู่ในสถานะที่สามารถซิงค์กับระบบได้ในระยะเวลาที่กำหนด และ Hot Standby ซึ่งเป็นการทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้านั้นอยู่ในสถานะที่พร้อมจ่ายไฟฟ้า (อ้างอิง รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาอัตราค่าบริการสายส่งไฟฟ้า (Wheeling Charge) สำหรับ Third Party Access โดยสถาบันวิจัยพลังงาน (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย))
เป็นไปได้ที่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าประเภทนี้จะกำหนดให้ กฟผ. ต้องจ่าย (1) BMU Start up Payment ซึ่งผู้ผลิตต้องส่งอัตรา ณ เวลาที่ กฟผ. ต้องการ ราคานี้จะครอบคลุมต้นทุนที่เกี่ยวกับการที่ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพร้อมสำหรับการจ่าย และ (2) Hot Standby Payment ซึ่งเป็นอัตราที่ กฟผ. จ่ายให้โรงไฟฟ้าเพื่อครอบคลุมต้นทุนค่าเชื้อเพลิงหรือกระบวนการที่ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าอยู่ในสถานะที่พร้อมจ่ายไฟฟ้า
การซื้อขายไฟฟ้าในยุคของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานอาจเป็นสัญญาที่ผู้ผลิตไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าจากทรัพยากรพลังงานหมุนเวียน ณ สถานที่หนึ่ง และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบโครงข่ายเพื่อส่งผ่านไฟฟ้าไปยังผู้ซื้อที่ตั้งอยู่อีกที่หนึ่ง ไม่ได้ขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าแต่ใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าเพื่อส่งมอบไฟฟ้า (ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบทางกายภาพจริง ๆ หรือส่งแบบเสมือน) การซื้อขายไฟฟ้าประเภทนี้สามารถสร้างปัญหาความไม่สมดุลของระบบโครงข่ายไฟฟ้า ผู้ผลิตไฟฟ้าอาจผลิตไฟฟ้าได้น้อยกว่าที่ตกลงกับผู้ใช้ แต่ผู้ใช้ไฟฟ้าดึงหน่วยไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าไปตามจำนวนที่ตกลง สถานการณ์นี้เราเรียกได้ว่าเป็น "Imbalance"
ในประเทศไทย ค่าบริการหรือค่าปรับในการปรับสมดุลหรือบริหารปริมาณไฟฟ้า (Imbalance Charge) ถูกกำหนดขึ้นตามเอกสารรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในการประชุมครั้งที่ 39/2568 (ครั้งที่ 981) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ได้พิจารณาเห็นชอบอัตราค่าบริการการใช้และเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ที่ครอบคลุมค่าบริการต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงค่าบริการหรือค่าปรับในการปรับสมดุลหรือบริหารปริมาณไฟฟ้า (Imbalance Charge) ที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของค่าบริการที่ต้องถูกกำหนดให้เป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญาระหว่างที่ผู้ใช้บริการกับการไฟฟ้าในฐานะเจ้าของและผู้บริหารจัดการระบบโครงข่ายอันปรากฏในรูปแบบ "สัญญาการใช้และเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า" (Third Party Access Agreement: TPA Agreement)
Imbalance Charge ถูกออกแบบขึ้นในฐานะค่าบริการหรือค่าปรับ เพื่อจัดการต้นทุนที่เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างการผลิตและการใช้ไฟฟ้าที่ไม่เป็นไปตามแผนที่แจ้งไว้ล่วงหน้า โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้ที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลเป็นผู้รับภาระต้นทุนดังกล่าว และเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าวางแผนและดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนการส่งจ่ายไฟฟ้าที่ตกลงไว้กับผู้ให้บริการระบบโครงข่าย
ค่าบริการนี้ สามารถถูกกำหนดให้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของค่าบริการการใช้โครงข่ายไฟฟ้า เช่นเดียวกับ Wheeling Charge System Security Charge และ Connection Charge ซึ่งถูกส่งผ่านภาระหน้าที่ในการจ่ายค่าบริการดังกล่าวผ่านฐานของสัญญาการใช้และเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า กล่าวคือความสัมพันธ์ทางกฎหมายที่เป็นฐานของการเรียกเก็บค่าบริการนี้คือความสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้ใช้ระบบโครงข่าย" กับ "ผู้ให้บริการระบบโครงข่าย" มิใช่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายไฟฟ้าในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
คำถามคือแล้วการที่ผู้ผลิตและผู้ใช้ต้องจ่าย Imbalance Charge นั้นสามารถอยู่ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชน รูปแบบหนึ่งที่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกำหนดหน้าที่ในการจ่าย Imbalance เพื่อให้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนครอบคลุมภาระค่าใช้จ่ายจาก Imbalance Charge และสามารถเรียกได้ว่าเป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่รวมเอาค่าบริการปรับสมดุลเข้าไปในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชน สามารถยกตัวอย่างได้คือ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนสามารถกำหนดให้ผู้ผลิตสามารถเรียกเก็บค่าไฟฟ้าตามตกลงและกำหนดให้ผู้ผลิตต้องจ่าย Imbalance Charge ที่ตนก่อ (เช่น จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบน้อยกว่าที่ตกลง) ส่วนฝ่ายผู้ซื้อก็มีหน้าที่จ่ายค่าไฟฟ้าที่ผู้ผลิตขายให้ และรับผิดชอบค่า Imbalance Charge ที่ตนก่อ (เช่น ใช้ไฟฟ้าจากระบบมากกว่าที่ตกลง) (อ้างอิง บทความชื่อ "The Role of Balancing in Virtual and Physical PPAs" เผยแพร่โดย LevelTen Energy)
ส่วนสัญญาต้นแบบการซื้อขายพลังงานหมุนเวียนของ San Jose Clean Energy (California) สัญญามีการกำหนดเรื่อง Imbalance energy charge ไว้โดยตรงในข้อสัญญา โดยกำหนดในรูปของการจัดสรรความรับผิดตามกลไกตลาดไฟฟ้า (CAISO) โดยกำหนดให้ผู้ซื้อเป็นฝ่ายรับภาระค่าใช้จ่ายความไม่สมดุลเป็นหลักในขณะที่ผู้ขายรับผิดเฉพาะกรณีที่ความไม่สมดุลเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่เฉพาะที่กำหนดในสัญญา
โดยสรุป ผู้เขียนเห็นว่า กฟผ. ในฐานะผู้ประกอบกิจการระบบโครงข่ายไฟฟ้าและศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้านั้นมีศักยภาพที่จะ Balancer ทำหน้าที่ปรับและรักษาสมดุลของระบบโครงข่ายไฟฟ้าในยุคที่การมีผลิตและจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นในระบบโครงข่าย เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบโครงข่าย กฟผ. อาจซื้อไฟฟ้าและกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟฟ้าได้แน่นอนในเวลาที่ กฟผ. ต้องการ เช่นจากโรงไฟฟ้า SMR (หากมีการจัดตั้งในอนาคต) เพื่อซื้อไฟฟ้าและกำลังการผลิตมาเพื่อปรับสมดุลให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ยังมั่นคง สัญญาซื้อขายไฟฟ้าประเภทนี้ กฟผ. ต้องจ่าย ราคานี้จะครอบคลุมต้นทุนที่เกี่ยวกับการที่ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพร้อมสำหรับการจ่ายและต้นทุนค่าเชื้อเพลิงหรือกระบวนการที่ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าอยู่ในสถานะที่พร้อมจ่ายไฟฟ้า ส่วนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนนั้นอาจกำหนดให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้ามีหน้าที่จ่าย Imbalance Charge จากการกระทำของตนได้
ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผู้อำนวยการหลักสูตร LL.M. (Business Law)
หลักสูตรนานาชาติ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย