ในโลกธุรกิจเครื่องดื่มของไทย มีหลายบริษัทที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ใหญ่ระดับประเทศที่ทุกคนนึกถึงในฐานะกลไกต้นน้ำของอุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นคือ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด (THE BOON RAWD BREWERY COMPANY LIMITED)
จากการปิดสมุดทะเบียนประชุมผู้ถือหุ้น ปรากฏรายชื่อ กรรมการและผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 สะท้อนให้เห็นภาพโครงสร้างอำนาจ การสืบทอดธุรกิจ และเครือข่ายตระกูลธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยได้อย่างชัดเจน
เพียงแค่เห็นรายชื่อกรรมการก็สามารถเห็นโครงสร้างของอาณาจักรบุญรอดได้ทันที เพราะแทบทั้งหมดเป็นสมาชิกตระกูลภิรมย์ภักดี ไม่ว่าจะเป็น วุฒา ภิรมย์ภักดี, ปิยะ ภิรมย์ภักดี, สันติ ภิรมย์ภักดี, ภูริต ภิรมย์ภักดี, ปิติ ภิรมย์ภักดี ไปจนถึงทายาทรุ่นใหม่อย่าง วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี และ สรวิช ภิรมย์ภักดี

ถึงแม้จะมีชื่อ ของ เพิ่มพูน ไกรฤกษ์ (หมูเล็ก) เป็นกรรมการ ที่อาจถูกมองว่าเป็นคนนอกสาย แต่เนื่องจากมีสายสัมพันธ์ที่ดองกันเป็นญาติ กล่าวคือ ลูกสาวทั้งสองของ เพิ่มพูน คือ นิสามณี ไกรฤกษ์ (ตอง) สมรสกับ ภูริต ภิรมย์ภักดี (เต้) ซึ่งเป็น CEO คนปัจจุบัน และ ทิพาธี ไกรฤกษ์ (ต้น) สมรสกับ ธนะวุฒิ ภิรมย์ภักดี (จิ๊บ) ซึ่งเป็นบุตรชายของ วุฒา และคุณหญิงอรนุช ภิรมย์ภักดี
รายชื่อเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเครือญาติ แต่คือผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ กีฬา และการลงทุนขนาดใหญ่ของเครือบุญรอดในหลายทศวรรษที่ผ่านมา
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้บริษัทจะมีผู้ถือหุ้นทั้งหมด 131 ราย แต่สัดส่วนการถือหุ้นกว่า 98.33% อยู่ในมือผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย ขณะที่ผู้ถือหุ้นสวิสมีเพียง 1 ราย ถือหุ้นประมาณ 1.67% เท่านั้น
ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทแห่งนี้ยังคงเป็น "อาณาจักรทุนไทย" อย่างแท้จริง และยังคงรักษาโครงสร้างความเป็นธุรกิจครอบครัวไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แม้จะเติบโตมาสู่ระดับองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศแล้วก็ตาม
ด้วยทุนจดทะเบียนของบริษัทอยู่ที่ 600,000 บาท แบ่งออกเป็น 6,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวเลขทุน หากเป็นการกระจายหุ้น ที่เผยให้เห็นสมดุลอำนาจภายในตระกูล
โดยผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งคือ นายณัยภพ ภิรมย์ภักดี ถือหุ้น 1,137 หุ้น หรือประมาณ 18.95% ถือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในบริษัท ตามมาด้วย ปิยะ ภิรมย์ภักดี ถือหุ้น 13.15% ขณะที่ ภูริต ภิรมย์ภักดี ถือ 5.63% และ ปิติ ภิรมย์ภักดี ถือ 5.60%
เมื่อรวมสัดส่วนของสมาชิกตระกูลภิรมย์ภักดีที่ปรากฏในรายชื่อทั้งหมด จะพบว่าตระกูลนี้ถือหุ้นรวมกันในสัดส่วนมหาศาล ครอบคลุมทั้งรุ่นอาวุโส รุ่นบริหาร และรุ่นทายาท นี่คือภาพสะท้อนของ Family Business Dynasty ที่มีการส่งต่ออำนาจอย่างเป็นระบบ แตกต่างจากหลายองค์กรที่เมื่อถึงรุ่นลูกหลานแล้วโครงสร้างอำนาจมักกระจัดกระจายหรือเกิดความขัดแย้งภายใน
ส่วนการปรากฏชื่อ กระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้นอันดับ 6 ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 5.30% ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะบุญรอดบริวเวอรี่ถือเป็นหนึ่งในบริษัทไทยที่เก่าแก่ที่มีความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจกับรัฐมาอย่างยาวนาน การถือหุ้นโดยหน่วยงานรัฐจึงสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างทุนไทยดั้งเดิมกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในอดีต
นอกจากนี้ ยังมีชื่อของสถาบันการเงินอย่าง TISCO BANK PUBLIC COMPANY LIMITED ถือหุ้น 2.0667% และมีบริษัทต่างชาติจากสวิตเซอร์แลนด์อย่าง BEBETTO HOLDING AG CO., LTD. ถือหุ้น 1.6667% ในสัดส่วนที่ไม่มีนัยสำคัญ
หากพิจารณาเชิงลึก จะเห็นว่าการกระจายหุ้นของ "บุญรอด" ไม่ได้กระจุกอยู่เพียง "สายใดสายหนึ่ง" แต่กระจายไปยังสมาชิกหลายสายภายในครอบครัว ตั้งแต่รุ่นพ่อสู่รุ่นลูก รวมถึงเครือญาติในสายต่าง ๆ นี่คือกลยุทธ์สำคัญของธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ เพราะช่วยลดความเสี่ยงในการรวบอำนาจโดยบุคคลเดียว และยังเป็นการสร้าง "ระบบถ่วงดุล" ภายในตระกูลไปพร้อมกัน
ในแง่ภาพลักษณ์ "บุญรอดบริวเวอรี่" ถูกมองว่าเป็นมากกว่าบริษัทเครื่องดื่ม เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา "เครือบุญรอด" ได้ขยายอิทธิพลไปสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจกีฬา การสนับสนุนทีมแข่งรถระดับโลก ฟุตบอล อีสปอร์ต รวมถึงการลงทุนในสตาร์ทอัพและธุรกิจสมัยใหม่ ทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทแม่กลายเป็นหัวใจของเครือข่ายธุรกิจทั้งหมด
รายชื่อกรรมการที่ปรากฏยังสะท้อนการผสมผสานระหว่าง "รุ่นเก่า" และ "รุ่นใหม่" อย่างชัดเจน รุ่นอาวุโสทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพและวัฒนธรรมองค์กร
ในขณะที่รุ่นลูกหลานเข้ามาเติมแนวคิดสมัยใหม่ การตลาดยุคดิจิทัล และการขยายธุรกิจสู่ระดับสากล จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่แบรนด์ใน "เครือบุญรอด" ยังสามารถแข่งขันกับแบรนด์ต่างชาติได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ตลาดเครื่องดื่มจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ในโครงสร้างการถือหุ้นดังกล่าว หากมองลึกลงไป เราสามารถตีความได้ถึงการเล่าเรื่องของอาณาจักรธุรกิจไทยที่สืบทอดกันมาหลายรุ่นนานถึง 92 ปี และสะท้อนวิธีรักษาอำนาจของตระกูลธุรกิจเก่าแก่ และภาพของทุนไทยที่ยังคงแข็งแรงในยุคที่ทุนข้ามชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทุกวัน
นอกจากนี้ ในอีกมิติที่น่าสนใจของอาณาจักรบุญรอด คือโครงสร้าง "สายตระกูล" ของภิรมย์ภักดี ที่ไม่ได้เป็นเพียงเครือญาติเพียงกลุ่มเดียว แต่คือระบบส่งต่อและกระจายอำนาจทางธุรกิจที่วางรากฐานกันมาหลายชั่วอายุคน
ตระกูลภิรมย์ภักดีแบ่งออกเป็น 3 สายหลัก ตามบุตรชายของ พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ผู้ก่อตั้งอาณาจักรบุญรอด ซึ่งแต่ละสายต่างมีบทบาทแตกต่างกันไปในเครือธุรกิจขนาดใหญ่แห่งนี้
สายแรกคือ "สายวิทยา" ซึ่งถือเป็นสายบุตรบุญธรรม หลังพระยาภิรมย์ภักดี รับ "วิทยา" หลานชายเข้ามาเป็นบุตรบุญธรรม โดยสายนี้มีบทบาทเด่นด้านการผลิตและวิศวกรรมของเครือบุญรอดมาอย่างยาวนาน
บุคคลสำคัญในสายนี้ ได้แก่ วุฒา ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด คนปัจจุบัน และ วาปี ภิรมย์ภักดี อดีตรองประธานกรรมการของบริษัท
ขณะที่ทายาทรุ่นถัดมาอย่าง วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี (จ๊ะ) บุตรของวุฒา เข้ามามีบทบาทด้านกิจกรรมการตลาดและธุรกิจกีฬา ส่วน ปวิณ ภิรมย์ภักดี (ปิ๊บ) บุตรของวาปี เป็นที่รู้จักในฐานะประธานสโมสรฟุตบอล บีจี ปทุม ยูไนเต็ด หนึ่งในทีมฟุตบอลชั้นนำของไทย
อีกสายที่ถือเป็นแกนบริหารหลัก ของเครือบุญรอดในปัจจุบัน คือ "สายประจวบ" ซึ่งสืบทอดมาจาก ประจวบ ภิรมย์ภักดี บริวมาสเตอร์ หรือ ผู้ปรุงเบียร์คนแรกของประเทศไทย
สายนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารอาณาจักรบุญรอดยุคใหม่ โดยมี ปิยะ ภิรมย์ภักดี อดีตประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้ง PB Valley รวมถึง สันติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของเครือบุญรอด ซึ่งถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีไทยโดย Forbes
ในรุ่นลูกของสันติ คือ ภูริต ภิรมย์ภักดี (เต้) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บุญรอดบริวเวอรี่ และ ปิติ ภิรมย์ภักดี (ต๊อด) ผู้ดูแลด้านการผลิตและซัพพลายเชน ซึ่งเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากบทบาทนักแข่งรถ และ จากการสมรสกับนักแสดงชื่อดัง "นุ่น วรนุช"
ส่วนสายสุดท้าย คือ "สายจำนงค์" ซึ่งมีรากฐานจาก จำนงค์ ภิรมย์ภักดี ผู้ดูแลด้านบัญชีและการเงินของธุรกิจในยุคบุกเบิก แม้จะไม่ได้โดดเด่นด้านบริหารองค์กรเท่าสองสายแรก แต่กลับมีทายาทที่มีบทบาทในสังคม การเมือง และกิจกรรมสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
บุคคลสำคัญในสายนี้ ได้แก่ จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี (นิดหน่อย) อดีต CEO ของเครือบุญรอด และอดีตประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย ผู้ล่วงลับ รวมถึง จีรานุช ภิรมย์ภักดี ที่มีบทบาทด้านกิจกรรมสังคม
ขณะที่รุ่นลูกอย่าง จิตภัสร์ กฤดากร (ตั๊น) บุตรสาวของจุตินันท์ เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและนักการเมืองที่มีชื่อเสียง โดยใช้นามสกุล "กฤดากร" ตามฝ่ายมารดา คือ ม.ล.ปิยาภัสร์ กฤดากร
นอกจากนี้ ยังมีชื่อของ สิรณัฐ สก๊อต (ทราย สก๊อต) บุตรของจีรานุช นักอนุรักษ์ทะเลชื่อดังลูกครึ่งไทย-สกอตแลนด์ รวมถึง สุนิษฐ์ สก๊อต (พาย สก๊อต) ซึ่งเป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมและบันเทิง
ภาพทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า อาณาจักรบุญรอดไม่ได้เติบโตจาก ธุรกิจเครื่องดื่ม เพียงอย่างเดียว แต่เติบโตผ่านการวางโครงสร้างธรรมนูญครอบครัว การแบ่งบทบาท โครงสร้างการถือหุ้น ที่เฉลี่ยกลุ่มละไม่ต่ำกว่า 20% และเป็นที่สังเกตว่า การถือหุ้นใหญ่ที่ปรากฏออกมา เป็นไปในลักษณะของ Male-dominated รวมถึงรายชื่อ กรรมการของบริษัท ซึ่งล้วนแล้วมีแต่เครือญาติ ในตระกูลภิรมย์ภักดี เกือบทั้งนั้น
ทั้งหมดนี้ ถือเป็น การส่งต่ออำนาจที่ชัดเจนในแต่ละสายตระกูลที่ยาวนาน ใกล้ครบ 1 ศตวรรษในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ธิติ ภัทรยลรดี