
เร่งสปีดขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ โชว์ผลงาน Q2/69 รายได้จากการขาย 1,106.9 ล้านบาท ส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง
'บมจ. อุบล ไบโอ เอทานอล' หรือ UBE ผู้ผลิตและแปรรูปมันสำปะหลังแบบครบวงจร เปิดแผนครึ่งปีหลัง 2569 พร้อมรับมือทุกความท้าทายและคว้าทุกโอกาสสร้างการเติบโต มุ่งบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มข้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน เดินหน้าสู่ความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการ (Operational Excellence) อย่างเข้มข้น ด้านธุรกิจเอทานอลชูระบบ Multi-feed เสริมความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ธุรกิจร้านอาหารติดสปีดขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังและฟลาวเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products) รุกขยายสู่ตลาดใหม่ พร้อมเผยผลงานไตรมาส 2/2569 ทำรายได้จากการขาย 1,106.9 ล้านบาท
นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) หรือ UBE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในครึ่งปีหลัง 2569 UBE Group และบริษัท อุบลซันฟลาวเวอร์ จำกัด บริษัทในเครือ มุ่งมั่นสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ (Transformation) ภายใต้การ 'Beyond Ethanol' ตามที่ประกาศในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจเอทานอลยังคงธุรกิจหลัก ขณะเดียวกันยังคงสร้าง New S Curve อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ พร้อมรับมือกับความท้าทายหลากหลายมิติ โดยธุรกิจเอทานอลให้ความสำคัญกับความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการ (Operational Excellence) อย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เน้นพัฒนาศักยภาพการใช้วัตถุดิบแบบ Multi-feed นำกากน้ำตาลมาใช้ในกระบวนการผลิตเอทานอลร่วมกับวัตถุดิบหลัก ทำให้บริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อรักษาความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ในครึ่งปีหลัง 2569
สำหรับธุรกิจแป้งและฟลาวมันสำปะหลัง ยังคงตอกย้ำการเป็นผู้นำในธุรกิจแป้งและฟลาวมันสำปะหลัง มุ่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (High Value Products) ซึ่งจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องนอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ฟลาวมันสำปะหลังออร์แกนิกที่ปราศจากกลูเตน (Gluten-Free) เพื่อขยายตลาดและพัฒนาคุณภาพให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้นและสอดรับกับเทรนด์สุขภาพระดับโลก ด้านธุรกิจร้านอาหาร นับว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ วางแผนรุกขยายสาขา Oshinei ร้านอาหารญี่ปุ่นรูปแบบบุฟเฟต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งแบบการลงทุนเองและขายแฟรนไชส์ โดยจะเริ่มขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันมี 29 สาขาและคาดว่าทั้งปีจะเปิดครบ 31 สาขา
ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมเอทานอลไตรมาส 3/2569 ยังมีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวเร่ง ทั้งปริมาณการใช้การ E20 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 2/2569 และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ UBE ต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพในการผลิต ส่วนมันสำปะหลังต้นทุนยังคงมีการปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสภาวะวัตถุดิบที่ลดต่ำลง จากสภาพภูมิอากาศและปัจจัยแวดล้อม ส่วนแนวโน้มตลาดแป้งมันสำปะหลังและฟลาวมันสำปะหลัง มีปริมาณความต้องการใช้และราคาขายที่อยู่ในระดับที่สูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงและภาวะอุปทานตึงตัว (Short Supply)
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 (เมษายน-มิถุนายน) กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขาย 1,106.9 ล้านบาท (-15.6% YoY, - 5.0% (QoQ) สะท้อนสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นบางส่วน โดยเป็นรายได้ในประเทศ 789.9 ล้านบาท คิดเป็น 71.4% (Q2/2568 คิดเป็น 71.9%) และรายได้จากการส่งออก 317.0 ล้านบาท คิดเป็น 28.6% (Q2/2568 28.1% QoQ) โดยธุรกิจหลักรายได้จากธุรกิจเอทานอล 441.2 ล้านบาท (-29.7% YoY, -2.8% QoQ) จากปริมาณการใช้ E20 ของผู้บริโภคในไตรมาสที่ 2 เติบโตขึ้นราว 22% จากไตรมาสที่ 1 เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นและนโยบายภาครัฐที่ช่วยสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน E20 แต่ในภาพรวมธุรกิจยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบเคมีและเชื้อเพลิงปรับเพิ่มขึ้นกดดันต่อราคาขาย ท่ามกลางความเปราะบางจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัวส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้น้ำมัน
ส่วนธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง 443.2 ล้านบาท (-4.3% YoY, -8.9% QoQ) อย่างไรก็ตาม จากธุรกิจร้านอาหาร โดยรายได้อยู่ที่ 211.5 ล้านบาท (+19.3% YoY, -3.6% QoQ) เนื่องจากการวางกลยุทธ์ส่งเสริมการขายที่ตอบโจทย์กับพฤติกรรมของผู้บริโภค นอกจากนี้ บริษัทฯ กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาธุรกิจร้านอาหารแนวใหม่เพิ่มเติม เพื่อสร้างความหลากหลาย ขยายฐานลูกค้าใหม่และที่สำคัญเติมเต็มความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตฯ ร้านธุรกิจอาหารอย่างต่อเนื่องนอกเหนือจากร้านอาหารสไตล์บุฟเฟต์ และธุรกิจอื่น 11.0 ล้านบาท (-74.4% YoY, +120.0% QoQ) ขณะที่กำไรขั้นต้น Q2/2569 (เมษายน-มิถุนายน) อยู่ที่ 138.6 ล้านบาท (+190.4% YoY, -10.4% QoQ) เนื่องจากในไตรมาสเดียวกันปีที่แล้วมีการบันทึกผลขาดทุนจากมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับ (NRV) ส่งผลทำให้กำไรขั้นต้นดีขึ้นและขาดทุนลดลงจากไตรมาสก่อน จากต้นทุนสินค้าที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นและปริมาณการขายที่ลดต่ำลง
"ปีนี้ธุรกิจของ UBE เผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ ทั้งโอกาสในการสร้างการเติบโต และแรงกดดันด้านการบริหารต้นทุน สิ่งที่ทำให้เรามั่นใจได้คือสัญญาณการฟื้นตัวที่เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลจากการยึดหลัก Operational Excellence อย่างจริงจัง ทั้งการควบคุมต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products) เพื่อวางรากฐานให้ทุกกลุ่มธุรกิจเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว" นางสาวสุรียส กล่าว