ส่องทิศทางอุตสาหกรรม ปี 69 ยังสาหัส! 15 กลุ่มรุ่ง-10 กลุ่มร่วง แนวโน้มหดตัวเกือบทุกภูมิภาค

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday January 21, 2026 13:22 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ส่องทิศทางอุตสาหกรรม ปี 69 ยังสาหัส! 15 กลุ่มรุ่ง-10 กลุ่มร่วง แนวโน้มหดตัวเกือบทุกภูมิภาค

ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ เผยผลสำรวจสถานการณ์ และแนวโน้มอุตสาหกรรมไทยปี 2569 ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นของประธานกลุ่มอุตสาหกรรมจำนวน 48 กลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงประธานสภาอุตสาหกรรมภาคจาก 5 ภูมิภาค ในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค.68 เพื่อประเมินทิศทาง แนวโน้ม และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะข้างหน้า โดยพบว่า 23 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มทรงตัว ส่วนอีก 15 กลุ่มอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น และอีก 10 กลุ่มอุตสาหกรรม มีแนวโน้มหดตัวลดลงจากปีก่อน

ส่องทิศทางอุตสาหกรรม ปี 69 ยังสาหัส! 15 กลุ่มรุ่ง-10 กลุ่มร่วง แนวโน้มหดตัวเกือบทุกภูมิภาค

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาค พบว่า มีเพียงอุตสาหกรรมในภาคเหนือ ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มทรงตัว ขณะที่อุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ คาดว่าจะมีแนวโน้มหดตัวลงจากปีก่อน สะท้อนถึงความกังวลต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจในปีหน้าที่คาดว่าจะยังมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยหลายด้าน

โดยปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศ ได้แก่ การฟื้นตัวของกำลังซื้อ และการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่เป็นไปตามเป้าหมาย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เอื้อต่อการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ (Robotics) มาปรับใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนปัจจัยสนับสนุนจากต่างประเทศ ได้แก่ ความต้องการสินค้าในบางประเทศคู่ค้าที่ปรับตัวดีขึ้น การบรรลุความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้า การย้ายฐานการผลิตส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศ การยอมรับในแบรนด์สินค้าไทย ช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดสู่ระดับโลก รวมถึงกระแสความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมจากนโยบายรัฐ เพื่อขับเคลื่อนสร้างโอกาสให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย

  • เปิดปัจจัยเสี่ยงภาคอุตสาหกรรม

ขณะที่ปัจจัยห่วงกังวลภายในประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ ระดับหนี้ภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ต้นทุนการผลิตที่ทรงตัวในระดับสูง ปัญหาสินค้านำเข้าราคาถูกที่เข้ามาทุ่มตลาด การเชื่อมโยง Supply Chain กับ FDI ยังมีข้อจำกัด ความเสี่ยงจากความล่าช้าในการพิจารณาจัดทำกรอบงบประมาณปี 2570 ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมและกดทับขีดความสามารถในการแข่งขันภาคธุรกิจ

ส่วนปัจจัยห่วงกังวลจากต่างประเทศ ได้แก่ ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTM/NTB) การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดประเทศคู่ค้าของไทย ความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ความไม่แน่นอนบริเวณชายแดน ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและความผันผวนสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคการส่งออก ตลอดจนการบังคับใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการจะต้องเร่งปรับตัวรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจในปีนี้

ขณะที่นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า จากผลสำรวจ จะเห็นว่าแนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่คาดว่าจะมีแนวโน้มทรงตัวจากฐานต่ำในปีที่ผ่านมา ซึ่งเศรษฐกิจปี 2569 คาดว่าภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องดำเนินธุรกิจภายใต้แรงกดดันรอบด้าน หรืออาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าและการแข่งขันระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมาเป็นเวลานาน

โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1.6-2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตราว 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคเศรษฐกิจ การผลิต การค้า และบริการ โดยเฉพาะภาคการผลิตอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในปีที่ผ่านมา ที่ไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก

สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า และการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) รวมถึงการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาดในประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยจำนวนมากสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

"เห็นยอดส่งออกเติบโตก็ดีใจ แต่พอเข้าไปส่องเนื้อใน ยอดการผลิตกลับลดลง แสดงให้เห็นว่ามีการสวมสิทธิ์จากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาผลิตเพื่อส่งออก" นายเกรียงไกร กล่าว

ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน และภาระทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ต้นทุนการผลิต ทั้งด้านพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง โลจิสติกส์ และต้นทุนทางการเงิน ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของ SMEs ซึ่งมีโครงสร้างต้นทุนต่อรายได้สูงและมีอำนาจต่อรองจำกัด

ขณะเดียวกันคาดว่าปี 2569 รายได้ของ SMEs จะฟื้นตัวได้ช้ากว่าภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศที่อาจยังชะลอตัวต่อเนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลอดจนการแข่งขันในตลาดที่รุนแรง ทั้งในมิติด้านราคา และการใช้เทคโนโลยีการผลิต

  • หนุนใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต-ทำธุรกิจด้วยแนวคิด ESG

สำหรับแนวทางการปรับตัวในปี 2569 ส.อ.ท.เสนอให้ภาคอุตสาหกรรมเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ และยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล เร่งยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Upskill, Reskill, New Skill ตลอดจนการปรับโมเดลธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้ไทยสามารถอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลกได้อย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ยังเน้นการดำเนินธุรกิจตามแนวคิด ESG การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วย BCG Model การใช้วัสดุหมุนเวียน (Circular Materials) การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด (Energy Transition) และการนำกลไกการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) มาปรับใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

"ปี 2569 เป็นอีกหนึ่งปีที่ภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีความท้าทาย เพราะต้องเผชิญกับความเปราะบาง จากปัจจัยท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ภาคเอกชนจึงมีความจำเป็นต้องเร่งวางแผน และปรับตัวอย่างรอบด้าน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาดังกล่าว ยังถือเป็นจังหวะสำคัญในการวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรม และระบบเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และปรับตัวให้สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง" นายเกรียงไกร กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ