นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนที่ 1 งานทางทะเล ณ เดือนม.ค. 69 มีความคืบหน้ารวมประมาณ 89% ซึ่งงานถมทะเล ส่วนของท่าเทียบเรือ F1 ดำเนินการเสร็จแล้ว แต่เนื่องจากมีประเด็นเชิงเทคนิค เรื่องสเปกค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ของทรายถมที่ไม่ตรงกันโดยส่วนที่ออกแบบ โดยให้ผู้รับเหมางานถมทะเลดำเนินการใช้ค่าการทรุดตัว 30 ปี ไม่เกิน 20 เซนติเมตร
ขณะที่สัญญา กทท.กับกลุ่ม GPC ประกอบด้วย บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ [GULF] บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT TANK) บริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้รับสัมปทาน ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 กำหนดให้ค่าความหนาแน่นสัมพันธ์ไม่น้อยกว่า 75% ดังนั้น ต้องให้กลุ่ม GPC ตรวจสอบพื้นที่และยอมรับก่อนส่งมอบตามสัญญาสัมปทาน โดยมีการทดสอบและ ดูค่าความแข็งแรง การรองรับที่ครบถ้วน รวมถึงรองรับเรื่องแผ่นดินไหวเพิ่มเติมด้วย และจะมีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ว่าจะมีการปรับปรุงเพิ่มคุณภาพกันอย่างไร
นายเกรียงไกร กล่าวว่า งานถมทะเลมีกิจการร่วมค้า ซีเอ็นเอ็นซี (CNNC) ประกอบด้วย บริษัท เอ็น.ที.แอล.มารีน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.พรีมา มารีน [PRM] บริษัท นทลิน จำกัด และ บริษัท จงก่าง คอนสตรั๊คชั่น กรุ๊ป จำกัด (ประเทศจีน) เป็นผู้รับจ้าง วงเงิน 21,320 ล้านบาท หนังสือเริ่มงาน (NTP) เมื่อวันที่ 5 พ.ค.64 ระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญา 4 ปี กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 3 พ.ค.68 แต่ได้ขยายสัญญาครั้งที่ 1 ไปสิ้นสุดเดือน ก.ค.68 จากผลกระทบเหตุสุดวิสัยเกิดข้อจำกัดการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างจากปัญหาสายเคเบิ้ลใต้น้ำ และขยายเวลาครั้งที่ 2 จากมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการจากสถานการณ์โควิด-19 ให้อัตราค่าปรับเป็น 0% ขยายเวลาอีก 422 วัน ซึ่งคำนวนตามระยะเวลาสัญญาจะสิ้นสุดในวันที่ 15 ก.ค.69 การถมทะเลส่วนท่าเทียบเรือ F1 และ F2 จะต้องแล้วเสร็จ
สำหรับการส่งมอบพื้นที่ให้ กลุ่ม GPC นั้น คาดว่าหากแก้ปัญหาเรื่องสเปกงานถมทะเลได้จะส่งมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือ F1 และถือเป็นการออก NTP เริ่มต้นสัมปทาน ส่วนการส่งมอบ พื้นที่ F2 กทท.จะมีเวลาประมาณ 2 ปีหรือส่งมอบช่วงเดือน พ.ย.70 และการเปิดให้บริการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F1 จะเปิดปี 2571 ส่วนท่าเทียบเรือ F2 เปิดบริการปี 2573
นายเกรียงไกร กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานของ กทท.ในไตรมาส 1/69 ของปีงบประมาณ (ต.ค.-ธ.ค.68) ภาพรวมสะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมโลจิสติกส์และการค้าผ่านท่าเรืออย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีเรือเทียบท่ารวม 3,844 เที่ยว เพิ่มขึ้น 5.55% ปริมาณสินค้าผ่านท่ารวม 32.32 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.82% และปริมาณตู้สินค้าผ่านท่ารวม 3.05 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 10.65% ขณะที่ผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.80%
สำหรับท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของประเทศ มีเรือเทียบท่า 2,735 เที่ยว เพิ่มขึ้น 7.63% ปริมาณสินค้าผ่านท่า 27.80 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 9.26% และมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่ารวม 2.73 ล้านที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 12.28% โดยการเติบโตของสินค้าทั่วไปและสินค้าบรรจุตู้เพิ่มขึ้นถึง 9.46% สะท้อนการฟื้นตัวและการไหลเวียนของสินค้าในภาคอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ส่วนผลงานปี 68 กทท.มีรายได้ 16,755 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 7,066 ล้านบาท มีตู้สินค้ารวม 11.4 ล้านที.อี.ยู. เฉพาะท่าเรือแหลมฉบังมีปริมาณตู้สินค้า 10.1 ล้านที.อี.ยู. สูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่กลางปี2569 คาดว่าจะรักษาระดับตู้สินค้าได้ไม่ต่ำกว่าเดิม ขณะที่ จะมีการเปิด ท่าเทียบเรือ D3 ที่ปรับปรุงใหม่ช่วงกลางปี จะทำให้มีขีดความสามารถรวมอยู่ที่ 11 ล้านที.อี.ยู.
ขณะที่ ท่าเรือกรุงเทพ ภาพรวมการให้บริการเรืออยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยจำนวนเที่ยวเรือรวมเพิ่มขึ้น 0.73% จากการขยายตัวของเรือชายฝั่งถึง 7.40% ส่วนปริมาณสินค้ารวมและตู้สินค้ามีการปรับลดลงเล็กน้อยจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของพื้นที่ท่าเรือและสภาพการแข่งขันของเส้นทางขนส่ง อย่างไรก็ตาม ท่าเรือกรุงเทพยังคงมีบทบาทสำคัญในการรองรับการขนส่งชายฝั่งและการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง