ผู้ว่าธปท. ห่วงศก.ไทยปีนี้โตต่ำสุดรอบ 10 ปี ท่ามกลางปัญหารุมเร้า เร่งผ่าโครงสร้างลุ้นฟื้นปีหน้า

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday January 28, 2026 12:54 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษงานสัมมนา "Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย" ว่า ปีนี้ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไม่ดีนัก ถ้าไม่นับช่วงโควิด ปีนี้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะโตที่ระดับ 1.5-1.6% น่าจะเป็นช่วงที่ต่ำที่สุด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเราอยู่ท่ามกลางปัญหารอบด้านทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ปัญหาเรื่องภาษีทรัมป์ ระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป สงครามการค้าต่างๆ

นายวิทัย มองว่า ประเทศไทยไปต่อได้ ต้องลงมือทำ หากมองไปที่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย พบว่า จะมีทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน สินเชื่อหดตัว ทุนเทา-เงินเทา ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษา ขาดนวัตกรรม เสถียรภาพการเมือง คอร์รัปชั่น ระบบการบังคับใช้กฏหมาย ภัยการเงิน เป็นต้น

"ปัญหาเชิงโครงสร้างแก้ไม่หมดในวันเดียว เป็นเรื่องใหญ่แต่แก้ได้ มันบรรเทาได้ ช่วย ๆ กันจะค่อย ๆ แก้ปัญหา ปัญหาเชิงโครงสร้างมันกระทบกับทุกเรื่อง จีดีพีไทยปีนี้ น่าจะโต 1.5-1.6% ปีที่แล้วน่าจะโตประมาณ 2.1-2.2% ถ้าส่งออกดีกว่าที่เราคาด อาจจะเห็น 1.6-1.7% เป็นไปได้ต้องคอยดูครึ่งหลังของปี"นายวิทัย กล่าว

นายวิทัย กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง ถ้าเราไม่ทำเลย สุดท้ายปัญหาเชิงโครงสร้างจะกลับมากระทบเสถียรภาพแน่นอน ถ้าธปท. ดูแลเสถียรภาพอย่างเดียว ใช้นโยบายการเงิน คือ ดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือเดียว สุดท้ายจะกระทบกับเศรษฐกิจมหภาคแน่นอน เป็นสาเหตุให้ธปท.ขยายบทบาทของตัวเอง

"ณ วันนี้ บริบทเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ถ้าใช้การลดดอกเบี้ยนโยบายไม่แก้ปัญหาขีดความสามารถแข็งขัน ช่วยบรรเทาหนี้ครัวเรือนได้บ้างแต่ไม่เยอะ ไม่แก้ปัญหาทุนเทา คอร์รัปชั่น ดอกเบี้ยนโยบายไม่มีบทบาทแบบนั้น โจทย์เปลี่ยน แบงค์ชาติก็เปลี่ยน ปรับตัว"

นายวิทัย มองว่า หากไทยสามารถเติบโตเต็มศักยภาพ GDP ปีนี้น่าจะอยู่ที่ 2.7% จึงจำเป็นต้องประคองด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นยังมีความจำเป็น เพื่อจะดันให้ GDP เป็น 2.2% และถ้าจะให้ใกล้ 2.7%ได้มากที่สุดก็ต้องมีการลงทุน

นายวิทัย กล่าวว่า ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าธปท. ได้ออกมาตรการเฉพาะจุดแก้ปัญหา

1.แก้หนี้ครัวเรือน โอนหนี้รายย่อยที่เป็น NPL 1 แสนบาทประมาณ 1.1 ล้านบัญชี ไปที่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM)

2.โครงการเอสเอ็มอี เครดิตการันตี น่าจะต้นเดือนหน้า และหวังว่า จะปล่อยสินเชื่อได้ 1 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาเอสเอ็มอี ติดลบ 13 ไตรมาสต่อเนื่องหรือประมาณ 39 เดือน ถ้าสินเชื่อติดลบอยู่ เศรษฐกิจไม่ไปไหน

3.การกำกับธุรกรรมทองคำ เพื่อลดแรงกดดันค่าเงิน

โดยทางธปท. จะใช้พ.ร.บ.การแลกเปลี่ยนเงินตรา จะกำหนดวงเงินการซื้อ/ขายทองคำสกุลเงินบาท ผ่านแฟลตฟอร์มไม่เกินฝั่งละ 50 ล้านบาท/วัน/แพลตฟอร์ม พร้อมยืนยันว่า เราเข้าดูแลค่าเงินบาทเต็มที่ เต็มศักยภาพ ที่เราจะเข้าดูแลได้ โดยไม่ผิดกฏเกณฑ์ที่เป็นข้อตกลงไว้

4.เรื่องเงินเทา เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น มีทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ แต่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งธปท.เริ่มจากการกันเงินไหลไม่ให้ไหลเข้าประเทศอย่างเสรี 2 แสนบาทต้องตรวจเอกสาร

นอกจากนี้ ถ้าอยู่ตามขอบชายแดน ห้ามแลกเกิน 2 แสนบาทนี้เป็นตัวฟอกเงินแน่นอน และธุรกรรมรายใหญ่จะตรวจเส้นทางเงินและส่งให้ปปง.ตรวจสอบต่อ พร้อมย้ำว่า ถ้าทุกคนช่วยลงมือทำในทุกเรื่อง ปัญหาจะค่อย ๆ ผ่อนคลาย สิ่งต่าง ๆ จะทยอยเกิดเรื่องดี ๆ กับประเทศไทย

*หวัง GDP ปี 70 กลับมาโต 2.2-2.3%

นายวิทัย กล่าวว่า พอเข้าสู่เลือกตั้งอีกครั้ง ตั้งแต่เดือนธ.ค.ไปจนกว่ามีรัฐบาลใหม่เข้ามา 5-6 เดือน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่งพลัส การลดภาษี การใช้มาตรการการคลังสูญหายไป พอรัฐบาลใหม่เข้ามา ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบใหม่ ทำให้งบประมาณปี 70 ก็ต้องล้าช้าไป แต่เราหวังว่า ปีหน้าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และหวังจะเห็นการเติบโต 2.2-2.3% และหวังว่า ส่งออกจะดีขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวดีขึ้น


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ