นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การที่ภาคเอกชน นำโดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเพื่อนไม่ทน ชูนโยบาย "Zero Corruption" อย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ทั้งสื่อมวลชนและพรรคการเมือง ออกมาจัดเวทีแสดงความเห็น และนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันออกมาเยอะขึ้น สะท้อนถึงความตื่นตัวขานรับข้อเสนอของเอกชนและความคาดหวังของสังคมไทยต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ
โดยเห็นว่า การประกาศนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในวันนี้คือการแปลงนโยบายไปสู่การลงมือทำจริงอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน
นายพจน์ ได้แสดงความเห็นสนับสนุนแนวคิดของ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่สะท้อนบนเวทีสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยเครือมติชน เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 69 ซึ่งชี้ตรงกันว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างรอบด้าน และไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการวิเคราะห์ซ้ำ ๆ แต่ต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ ประเด็นที่ผู้ว่าฯ ธปท. สะท้อน สอดคล้องกับปัญหาที่ภาคเอกชนเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพทางการเมือง การคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ ระบบกฎหมายและการบังคับใช้ที่ล้าหลัง รวมถึงภัยการเงินรูปแบบใหม่ เช่น ทุนเทา สแกมเมอร์ และอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งล้วนบั่นทอนความเชื่อมั่นและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
"ประเทศไทยพูดถึงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มผลิตภาพ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันมานานหลายทศวรรษ แต่สิ่งที่ยังขาดคือคนทำและการทำอย่างต่อเนื่อง วันนี้ภาคเอกชนเห็นชัดเจนว่า หากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน" นายพจน์ กล่าวในด้านภาพรวมเศรษฐกิจ เห็นด้วยกับการประเมินของ ธปท. ที่คาดว่า GDP ไทยปีนี้มีแนวโน้มเติบโตเพียง 1.5-1.7% ต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี จากหลายปัจจัยทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การแข่งค่าของค่าเงินบาท การชะลอตัวของการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ รวมถึงสินเชื่อ SME ที่หดตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจขาดสภาพคล่องและไม่สามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพ
ทั้งนี้ หอการค้าไทยสนับสนุนแนวคิด "กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาว" โดยในระยะสั้นจำเป็นต้องมีมาตรการประคองเศรษฐกิจ ขณะที่ระยะยาวต้องเร่งลงทุน เพิ่มผลิตภาพ ดึงคนและธุรกิจเข้าสู่ระบบ และทำให้สินเชื่อกลับมาขยายตัว
นอกจากนี้ ยังชื่นชมบทบาทเชิงรุกของธปท. ในการขยายขอบเขตการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การแก้หนี้ครัวเรือนผ่าน Social AMC การผลักดันเครดิตการันตีฟื้นสินเชื่อ SME การดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท ตลอดจนการปราบปรามทุนเทา การฟอกเงิน และการใช้เงินสดผิดปกติ รวมถึงขอบคุณ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่ขับเคลื่อนความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบดาต้าบูโร (Data Bureau) และแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ "Connect the Dots" ซึ่งช่วยให้การตรวจสอบเส้นทางการเงินที่มีความผิดปกติเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงข้อมูลระหว่างกันได้มากขึ้น เมื่อพบพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายความผิดปกติ รวมถึงการทำงานร่วมกัน ภายใต้แนวทาง Reinvent Thailand เพื่อยกระดับประเทศไทยตามแนวทางที่ กกร. ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว
"หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมสนับสนุนทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม" นายพจน์ กล่าว