วิจัยกสิกรฯ ชี้สงครามตอ.กลางยืดเยื้อ ฉุด GDP 0.6% ไทยเผชิญความเสี่ยงราคาน้ำมัน-การค้า-ท่องเที่ยว-บาทผันผวน

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday March 4, 2026 19:24 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสถานการณ์ขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน ซึ่งมีโอกาสเกิดมากขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย อาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลลบต่อ GDP ไทยให้ลดลง 0.6% และผลักดันเงินเฟ้อทั่วไปให้ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% จากกรณีฐานเดิม โดยผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงาน ภาคการท่องเที่ยว และการส่งออก เป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพต่างประเทศของไทย ผ่านดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลง ซึ่งปัจจัยนี้ ประกอบกับแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จะกดดันให้ค่าเงินบาทผันผวน และเสี่ยงอ่อนค่า

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมิน 3 ฉากทัศน์ ตามความยืดเยื้อของสถานการณ์ ดังนี้

1. กรณีความขัดแย้งจบเร็ว: การโจมตีดำเนินต่อเนื่อง แต่ไม่ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สถานการณ์สามารถคลี่คลายลงภายในระยะเวลาประมาณ 4 สัปดาห์

2. กรณีสงครามภูมิภาคยืดเยื้อ: อิหร่านยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รวมถึงแหล่งผลิตน้ำมันได้รับความเสียหายอย่างมีนัย ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ชะงักงันเป็นเดือน โดยรุนแรงสุดในช่วง 3 เดือนแรก

3. กรณีการยกระดับสู่ระดับโลก: ความขัดแย้งคาดว่าจะยืดเยื้อราว 1 ปี โดยรัสเซียให้การสนับสนุนทางทหารทางอ้อม และจีนสนับสนุนด้านเศรษฐกิจแก่อิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด และโจมตียืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม การสู้รบทางกายภาพยังคงจำกัดอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งจบเร็วภายใน 1 เดือน (กรณี 1) ผลกระทบต่อไทยจะอยู่ในวงจำกัด โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 60-70 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ราว 65 ดอลลาร์/บาร์เรล และส่งผลลบต่อ GDP ไทยให้ลดลง 0.2% และเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.1% เนื่องจากกระทบต้นทุนพลังงาน ภาคการท่องเที่ยว และการส่งออกในระยะสั้นเท่านั้น

แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เกินกว่า 3 เดือน (กรณี 2) ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่ามีโอกาสเกิดมากขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลลบต่อ GDP ไทยให้ลดลง 0.6% และผลักดันเงินเฟ้อทั่วไปให้ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% จากกรณีฐานเดิม โดยผลกระทบจะผ่านทางช่องทางดังนี้

1) การพึ่งพาพลังงานสูง: ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 70% โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่กว่า 60% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนภายในประเทศ ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่ ขีดความสามารถของภาครัฐในการพยุงราคามีจำกัด เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ เพิ่งเริ่มฟื้นตัวและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังมีภาระหนี้ค้างชำระสูงเกือบ 5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) จำกัดกว่าช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนมาก

สำหรับธุรกิจที่มีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานในการผลิตสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม หรือมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานราว 10-33% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ได้แก่ การผลิตไฟฟ้า การขนส่ง โรงแรมที่พัก ประมง สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ เหมืองแร่ เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้น ๆ หากราคาพลังงานในประเทศปรับตัวสูงขึ้น

2) ความเสี่ยงด้านการค้า: การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนราว 3-4% ของการส่งออกทั้งหมด เสี่ยงชะงักงันรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป ที่พึ่งพาตลาดนี้สูงกว่า 10% ซึ่งต้นทุนค่าขนส่ง และประกันภัยสงครามที่พุ่งสูงขึ้น จะกดดันให้คำสั่งซื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การส่งออกไปยังยุโรป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 10-12% ของการส่งออกไทยทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกา แทนเส้นทางทะเลแดง และคลองสุเอซ ซึ่งส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-15 วัน และค่าระวางเรือดีดตัวสูงขึ้น ซ้ำเติมภาคส่งออกที่เปราะบางอยู่แล้ว ให้เผชิญความท้าทายมากขึ้น

3) ความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว: การชะงักงันของฮับการบินในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางเชื่อมต่อ และอุปสงค์จากตลาดนักท่องเที่ยวภูมิภาตตะวันออกกลาง และอิสราเอล ที่คิดเป็นสัดส่วนราว 3-4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง และเป็นรายได้หลักของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมารับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) โดยแม้ไตรมาส 2 จะเป็นช่วง Low Season เนื่องจากตรงกับเทศกาลรอมฎอน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงช่วง High Season

นอกจากนี้ ต้นทุนการบินที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน และการหลีกเลี่ยงเส้นทางบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลาง จะส่งผลให้นักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) จากยุโรป และอเมริกา ที่พึ่งพาจุดเชื่อมต่อในภูมิภาคนี้มีจำนวนลดลง

4) ความเปราะบางด้านเสถียรภาพต่างประเทศ: หากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงราว 4 พันล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 0.6-0.7% ของ GDP ซึ่งสะท้อนพื้นฐานค่าเงินบาทที่เปราะบางขึ้น ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ มีแนวโน้มแข็งค่าจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย และการปรับลดโอกาสความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ย เนื่องจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในกรอบสูง ทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

ดังนั้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ค่าเงินบาทอาจผันผวน และมีความเสี่ยงอ่อนค่ามากกว่ากรณีฐานที่ 32.80 บาท/ดอลลาร์ฯ ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจเผชิญความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงิน หากเงินเฟ้อเริ่มเร่งตัว ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย จะติดตามเหตุการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิดต่อไป


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ