KKP แนะรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมันแบบเหมาเข่ง ชี้บิดเบือนกลไกตลาด ควรหันอุดหนุนเฉพาะกลุ่มแทน

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday March 17, 2026 13:03 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

KKP แนะรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมันแบบเหมาเข่ง ชี้บิดเบือนกลไกตลาด ควรหันอุดหนุนเฉพาะกลุ่มแทน

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ แตกต่างจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งก่อน ๆ เพราะกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางพลังงานที่มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านประมาณ 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งโลกมีการผลิตและใช้น้ำมันต่อวันประมาณ 105 ล้านบาร์เรลต่อวัน แปลว่า 1 ใน 5 หยุดชะงัก ดังนั้น จึงส่งผลต่ออุปทานพลังงาน และเศรษฐกิจโลก

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไทยมีความเสี่ยงทั้งด้านราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางสูงถึง 58% สำหรับน้ำมัน และ 29% สำหรับก๊าซ ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบเรื่องราคา แต่ยังมีความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนพลังงานด้วย

KKP แนะรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมันแบบเหมาเข่ง ชี้บิดเบือนกลไกตลาด ควรหันอุดหนุนเฉพาะกลุ่มแทน

สำหรับภาระของกองทุนน้ำมัน กันชนทางการคลังและการเงินมีจำกัด ทำให้การตอบสนองเชิงนโยบายถูกจำกัดหากเกิดวิกฤตน้ำมัน ภาระของกองทุนน้ำมันจะสูงขึ้นมาก จากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มให้อยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อลิตร ซึ่งปัจจุบันหากไม่มีการอุดหนุน ราคาดีเซลอาจพุ่งไปถึง 48 บาทต่อลิตร ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนน้ำมันดีเซล อยู่ที่ 18 บาท/ลิตร หรือคิดเป็นวันละเกิน 1 พันล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมการชดเชยน้ำมันอื่น ๆ ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีหนี้อุดหนุนค่าไฟฟ้าค้างจ่าย 70,000 ล้านบาท

นายพิพัฒน์ มองว่า การตรึงราคาผ่านโครงสร้างกองทุนน้ำมัน หรือการลดภาษีสรรพสามิต ทั้งหมดเป็นต้นทุนของภาครัฐ การไม่ให้สัญญาณราคาตลาดโลกส่งผ่านไปยังผู้ซื้อเลยอาจไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะจะทำให้ต้นทุนการชดเชยสูงเกินไป และบิดเบือนแรงจูงใจ ทำให้คนไม่ประหยัดพลังงาน

ดังนั้น แนะนำว่า รัฐควรเปลี่ยนจากการอุดหนุนแบบเหมาเข่ง มาเป็นการอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เช่น ไม่ควรให้รัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุน 18 บาทต่อลิตรให้กับผู้ที่ขับรถหรูแต่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล แต่ควรนำงบประมาณไปช่วยกลุ่มเปราะบาง หรือผู้มีรายได้น้อยที่เดือดร้อนจริง ๆ แทน เป็นต้น ซึ่งจะต้องหาวิธีชดเชยไม่ให้เป็นภาระรัฐมากเกินไป และไม่ทำให้ค่าครองชีพสูงเกินไปจนประชาชนได้รับความเดือดร้อน

ส่วนจำเป็นต้องลอยตัวน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สุดท้ายต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ากระทบต่อเงินเฟ้อ เพราะน้ำหนักพลังงานใน CPI สูงประมาณ 12% ข้อเสนอคือมาตรการบรรเทาผลกระทบจะต้องหาวิธีชดเชย แต่ไม่บิดเบือนมากเกินไป และพิจารณาอุดหนุนชดเชยเฉพาะกลุ่มมากขึ้น

*ทางออกประเทศไทย และแผนรับมือในระยะสั้น-กลาง-ยาว ได้แก่

- ระยะสั้น : ตอนนี้เราเจอช็อก ไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมัน แต่คือเรื่องปริมาณน้ำมันด้วย ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งกระจายความเสี่ยงโดยหาแหล่งนำเข้าพลังงานอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย และต้องสื่อสารกับประชาชนเพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า ซึ่งจะทำให้ปัญหาขาดแคลนและราคาแย่ลงไปอีก

- ระยะกลาง-ยาว : ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานมากไป โดยเฉพาะน้ำมันจากตะวันออกกลาง โดยยกตัวอย่างที่ดีในการใช้พลังงานทดแทนในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยมีสัดส่วนพลังงานทดแทนไม่ถึง 20% ในขณะที่หลายประเทศไปถึง 50% แล้ว ดังนั้น วิธีดีที่สุดในระยะยาวคือการลดการพึ่งพาการนำเข้า พัฒนาพลังงานทดแทนในประเทศ หาแรงจูงใจในการใช้โซลาร์ลูฟท็อป หรือพลังงานลมมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาพลังงาน ลดความจำเป็นในการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เนื่องจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะปัจจุบันไทยผลิตได้เองเพียงครึ่งเดียวของความต้องการ

สำหรับคำแนะนำสำหรับภาคประชาชนในการเตรียมตัว คือควรประเมินตนเอง ว่า แต่ละคนควรสำรวจว่ามีความจำเป็นต้องใช้พลังงานมากน้อยเพียงใด และมองหาช่องทางในการ "ลด ละ เลิก" การใช้พลังงานตามกำลังความสามารถของตน เช่น การหันไปใช้รถไฟฟ้าหรือติดตั้งโซลาร์เซลล์ และเตรียมรับมือโดยใช้หลักการ "Hoping for the best, prepare for the worst" คือหวังให้สถานการณ์จบเร็ว แต่ต้องเตรียมแผนรองรับหากราคาพลังงานและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นจริง และที่สำคัญอย่าตื่นตระหนก ไม่แนะนำให้สะสมน้ำมันไว้เอง เพราะควรเชื่อมั่นในกลไกของรัฐที่จะบริหารจัดการไม่ให้เกิดการขาดแคลน

ด้านนายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP กล่าวว่า กรณีที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในอดีตจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยส่งผ่านเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจไทย 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. การเติบโตของเศรษฐกิจ: โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ ราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นและบรรยากาศความไม่สงบ จะกระทบนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปและตะวันออกกลาง โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 1% จะกระทบจำนวนเที่ยวบินที่หายไปเกือบ 1% เช่นกัน ซึ่งผลกระทบจากภาคท่องเที่ยวจะส่งผลต่อเนื่องไปกระทบค้าปลีก และภาคบริการต่าง ๆ

2. อัตราเงินเฟ้อ: การบริโภคในประเทศ หากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงขึ้น (ซึ่งคิดเป็น 12% ของการใช้จ่ายครัวเรือนไทย) จะไปกดดันการบริโภคสินค้าอื่น ๆ และจะส่งผลให้เงินเฟ้อในภาพรวมของประเทศอาจปรับตัวสูงขึ้น

3. ดุลบัญชีเดินสะพัด: การส่งออกของไทยที่ผ่านมาที่เติบโตมาจากการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ แต่ขณะนี้มีเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จึงจะกระทบต้นทุนขนส่งและค่าระวางเรือที่แพงขึ้น รวมถึงอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว ก็จะกระทบต่อภาคการส่งออก

*ประเมิน 3 ฉากทัศน์ (Scenario) สถานการณ์ตะวันออกกลาง

1. จบเร็ว (Base view) : ระยะเวลา 1 เดือน สหรัฐฯ หรืออิหร่านมีการเจรจาหรือควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดได้ ก็จะทำให้ใน 1 เดือน ราคาน้ำมันค่อย ๆ ปรับลดลงใกล้เคียงกับปกติได้ หรืออยู่ที่ 60-70 เหรียญต่อบาร์เรล

- คาด GDP ของไทยอยู่ที่ 1.8% เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.2% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.1 ล้านคน และบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP 3.2%

"แนวโน้มกรณีฐานถูกปรับขึ้นเป็น 1.8% โดยมี 4 เครื่องยนต์ขับเคลื่อน แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง ได้แก่ การกระจายตัวของการท่องเที่ยว (ทดแทนจีน-ญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวยุโรปกำลังซื้อสูง) การผลิตนำโดยอิเล็กทรอนิกส์ (PCBs, HDDs, EVs) การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณจากงบค้างปี และเสถียรภาพทางการเมืองภายใต้รัฐบาลผสม พรรคภูมิใจไทย และเพื่อไทย" นายลัทธกิตติ์ กล่าว

2. ยืดเยื้อ (Adverse case) : สงครามยังไม่จบ ยืดเยื้อ 6 เดือน แต่ปัญหายังไม่รุนแรง ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอาจอยู่ที่ 85-90 เหรียญต่อบาร์เรล

- คาด GDP ไทยอยู่ที่ 1.4% เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.8% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.5 ล้านคน และบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP 2.4%

3. รุนแรง (Severe case) : สงครามยังไม่จบ ยืดเยื้อ 6 เดือน และมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่สำคัญ เช่น โรงกลั่นหรือท่อส่งน้ำมัน ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100-120 เหรียญต่อบาร์เรล

- คาด GDP ไทยอาจน้อยกว่า 0.7% หรือ "เสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย" เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.0% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 30.6 ล้านคน และบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP 1.2%

"หากในเคสที่รุนแรง อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ เนื่องจากไทยค่อนข้างอ่อนไหวกับราคาน้ำมันมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ส่วนอัตราเงินเฟ้อเนื่องจากปัจจุบันยังติดลบ คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 2% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงไม่น่ามีผลมากนักต่อนโยบายการเงิน หรือไม่ถึงขนาดที่ธปท. จะต้องขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100-120 ดอลลาร์และค้างนาน ๆ ก็มีความเสี่ยงที่จะลากเงินเฟ้อให้สูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ได้" นายลัทธกิตติ์ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ