เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการ เปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชกำหนดขึ้นเรียกว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานที่มีต่อประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ การรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้หยุดชะงัก และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ รองรับการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ทันต่อเหตุการณ์ ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยมีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2570
ทั้งนี้ ให้การกู้ เงินตามพระราชกำหนดนี้เป็นการกู้เงินตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐพ. ศ.2561
เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้จะนำไปใช้เพื่อการดังต่อไปนี้
1. เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกรและช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในวงเงิน 200,00 ล้านบาท
2. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ของภาครัฐภาคเอกชนชุมชนและประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว วงเงิน 200,00 ล้านบาท
2.1 แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
2.2 โครงการเพื่อส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมการใช้พลังงานฟอสซิลทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพหรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกรวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า
2.3 แผนงานหรือโครงการเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและสร้างเศรษฐกิจใหม่
ทั้งนี้ ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินเงินกู้ประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสามคนเป็นกรรมการ โดยให้ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเป็นกรรมการและเลขานุการและผู้แทนสำนักงานสภาพัฒน์และผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นผู้ช่วยเลขานุการ โดยให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะรับผิดชอบงานวิชาการและธุรการของคณะกรรมการกลั่นกรองใช้เงินเงินกู้
คณะกรรมการการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้มีหน้าที่และอำนาจคือ
1. พิจารณา กลั่นกรองแผนงาน หรือโครงการใช้เงินเงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ก่อน เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ
2.กำกับดูแลการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้และรายงานความก้าวหน้าต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยทุก 3 เดือน
3 กำหนดวงเงินสำหรับรายการเงินสำรองจ่ายตามแผนงานรื้อโครงการที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้เพื่อจัดเตรียมไว้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารโครงการตามความจำเป็นและเหมาะสมเพื่อขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี
4.เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาการกู้เงิน
5. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงาน
6. ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
นอกจากนี้ให้สำนักงานบริหารที่สาธารณะมีหน้าที่และอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารและจัดการกู้เงิน การเบิกจ่ายเงินกู้ การบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะ ติดการติดตามและการประเมินผลโครงการ การชำระหนี้ และการอื่นใดที่เกี่ยวกับการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ และให้นำกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม เว้นแต่คำว่าหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามกฏหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐทั้งนี้นอกจากพระราชกำหนดนี้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 10 ภายใน 60 วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณให้กระทรวงการคลังรายงานการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้ที่กระทำในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบโดยรายงานดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุรายละเอียดของการกู้เงินวัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินกู้รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ ทั้งนี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้