สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือนก.พ.69 พบว่า การส่งออก มีมูลค่า 29,439 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 9.9% โดยเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 32,273 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 31.8% ส่งผลให้ในเดือนก.พ. ไทยขาดดุลการค้า 2,833 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ แม้การส่งออกสินค้าในเดือนก.พ.69 จะเติบโตชะลอลงจากเดือนม.ค.ที่ขยายตัวได้ถึง 24.4% คิดเป็นมูลค่า 31,573 ล้านดอลลาร์ แต่ในเดือนก.พ.นี้ ยังมีปัจจัยหนุนสำคัญต่อการส่งออกของไทย ได้แก่ 1.ความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT ที่ขยายตัวต่อเนื่อง 2.การเติบโตต่อเนื่องของภาคการผลิตอุตสาหกรรมของโลก และ 3. การขยายตัวของสินค้าเกษตรศักยภาพ จากอุปสงค์เฉพาะกลุ่ม และปัจจัยฤดูกาล

"แรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออก ยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เติบโตตามการอัปเกรดเทคโนโลยีสมัยใหม่ สู่ยุค AI และการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตร และอาหารศักยภาพขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะผลไม้สด เช่น ทุเรียน เงาะ ลำไย และสับปะรด" น.ส.ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการ สนค. ระบุ
ขณะที่ช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.พ.69) การส่งออก มีมูลค่ารวม 61,012 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่ารวม 67,149 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ไทยขาดดุลการค้า รวมทั้งสิ้น 6,137 ล้านดอลลาร์
รองผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า การนำเข้าในเดือนก.พ. ที่ขยายตัวสูงถึง 31.8% นั้นไม่ได้เป็นความผิดปกติแต่อย่างใด เพราะส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุนประเภทเครื่องจักร และสินค้าวัตถุดิบ เพื่อนำมาผลิตสินค้าสำหรับใช้ในประเทศ และเพื่อการส่งออก ขณะที่การนำเข้าทองคำนั้น เป็นการนำเข้ามาเพื่อแปรรูปเป็นทองรูปพรรณ และเครื่องประดับที่ทำจากทองคำ ซึ่งเป็นไปตามดีมานด์โลกที่มีความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น เพราะถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
ทั้งนี้ การนำเข้าสินค้าในเดือนมี.ค.อาจมีโอกาสที่จะลดลงได้ เนื่องจากการขนส่งทำได้ยากขึ้นจากอุปสรรคที่ไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มปิโตรเคมี และเม็ดพลาสติก ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในส่วนนี้ได้ เพราะการนำเข้าที่ลดลง
ส่วนการส่งออกของไทยในเดือนเม.ย.จะมีโอกาสถึงขั้นติดลบหรือไม่นั้น คงยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากต้องขึ้นกับการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ขณะนี้สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน
"ขึ้นกับสถานการณ์ว่าจะเจรจาอย่างไร คาดการณ์ยาก ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่การขนส่งไปในที่อื่น เช่น ในเอเชีย ออสเตรเลีย ยังสามารถขนส่งได้ เพียงแต่ค่าระวางสูง และตู้คอนเทนเนอร์บางส่วนยังไม่กลับมา" รองผู้อำนวยการ สนค.ระบุ
* ประเมินส่งออกปีนี้ -3 ถึง 1% จากผลกระทบสงคราม ตอ.กลาง
อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.69 และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยตั้งแต่เดือนมี.ค.นั้น ทาง สนค.ได้ประเมินผลกระทบดังกล่าว ที่จะมีต่อภาพรวมการส่งออกของไทยทั้งปี 69 โดยแบ่งเป็น 3 กรณี กล่าวคือ
- กรณีดีสุด คาดว่าการส่งออกไทยปีนี้ จะขยายตัวได้ 1% ที่มูลค่า 28,235 ล้านดอลลาร์/เดือน
- กรณีปานกลาง คาดว่าการส่งออกไทยปีนี้ จะหดตัว -1% ที่มูลค่า 27,522 ล้านดอลลาร์/เดือน
- กรณีเลวร้ายสุด คาดว่าการส่งออกไทยปีนั จะหดตัว -3% ที่มูลค่า 26,800 ล้านดอลลาร์/เดือน
อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ จะติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และคาดว่าจะมีการปรับประมาณการส่งออกไทยสำหรับทั้งปีนี้ใหม่อีกครั้งในช่วงเดือนเม.ย. 69
- การส่งออกสินค้าในรายกลุ่ม
- กลุ่มสินค้าเกษตร มีมูลค่า 1,944 ล้านดอลลาร์ ลดลง 3.6% หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยสินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง, ไก่แปรรูป
- กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร มีมูลค่า 1,892 ล้านดอลลาร์ ลดลง 7.7% หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยสินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ ไขมัน และน้ำมันจากพืชและสัตว์, อาหารสัตว์เลี้ยง
- กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม มีมูลค่า 24,981 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13.3% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 โดยสินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์, เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, หม้อแปลงไฟฟ้า และส่วนประกอบ, เครื่องจักรกล และส่วนประกอบ, รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
รองผู้อำนวยการ สนค. กล่าวต่อว่า การส่งออกของไทยในเดือนก.พ.นี้ ยังคงขยายตัวได้ดีในหลายตลาดสำคัญ โดยมีกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์สื่อสาร เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในตลาดสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และอาเซียน(5) ส่วนตลาดจีน ได้รับแรงหนุนจากสินค้าเกษตร อาทิ ผลไม้สดและผลิตภัณฑ์ยาง ขณะเดียวกัน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังหนุนความต้องการสินค้าอาหารในตลาดตะวันออกลาง
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญที่ขยายตัวได้ดี ใน 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา ขยายตัว 40.5% อันดับ 2 สหราชอาณาจักร ขยายตัว 27.2% อันดับ 3 ลาตินอเมริกา ขยายตัว 25.6% อันดับ 4 ฮ่องกง ขยายตัว 22.8% และอันดับ 5 สหภาพยุโรป ขยายตัว 20.6% ขณะที่ตลาดสำคัญที่หดตัว ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ หดตัว 67.9% รัสเซีย และ CIS หดตัว 30.1% เอเชียใต้ หดตัว 26.1% ไต้หวัน หดตัว 14% และ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) หดตัว 11.4%
น.ส.ณัฐิยา กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะยังขยายตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก หลังจากที่สหรัฐฯ ปรับมาใช้มาตรา 122 ทำให้ภาษีนำเข้าจากไทย ลดลงจากอัตรา Reciprocal Tariff เดิม ช่วยสนับสนุนการเร่งส่งออกในช่วง 150 วัน สำหรับการเปิดไต่สวนตามมาตรา 301 มีกรอบดำเนินการถึงกลางปี ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ดี ยังคงมีปัจจัยกดดันการส่งออกของไทยในระยะต่อไป ได้แก่ แรงกดดันจากราคาพลังงานโลกต่อกลุ่มสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ท่ามกลางอุปสงค์ที่เปราะบาง และการแข่งขันด้านราคาของกลุ่มสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินบาทที่แข็งค่า
สำหรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต และการขนส่ง กระทบกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการส่งออกในอนาคต กระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด และได้หารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่จะลดผลกระทบต่อประชาชนทั้งระบบ ผลักดันการส่งออกอาหารท่ามกลางวิกฤต พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ เพื่อให้การค้าไทยยังคงรักษาระดับการเติบโต สามารถคว้าโอกาสท่ามกลางวิกฤตอย่างแข็งแกร่ง