จับตาไตรมาส 2/69 จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย ฝ่าด่านสงครามภาษี-วิกฤตราคาน้ำมัน

ข่าวเศรษฐกิจ Friday April 3, 2026 16:44 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

จับตาไตรมาส 2/69 จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย ฝ่าด่านสงครามภาษี-วิกฤตราคาน้ำมัน

นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยในงานเสวนา Morning Talk ครั้งที่ 2 "ถอดรหัสชีพจรเศรษฐกิจไทย ครึ่งปีหลัง 2569 ในวงล้อมความผันผวนโลก" ว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง มี 5 ประเด็นสำคัญที่กำลังกระทบเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ได้แก่ 1. วิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันน่าจะพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เกินกว่า 47 บาทต่อลิตร หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย 2. กำลังซื้อและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น 3. ความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก 4. การบริหารจัดการด้านการคลังของรัฐ และ 5. โครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

โดย สศค. ได้ประเมินฉากทัศน์ (Scenario) ของวิกฤตออกเป็น 3 ระดับ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ได้ขยับจากฉากทัศน์ที่ 1 (จบภายใน 1 เดือน) เข้าสู่ฉากทัศน์ที่ 2 อย่างเต็มตัว เนื่องจากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือนแต่ยังไม่ถึง 3 เดือน ราคาน้ำมันอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งส่งผลให้ GDP มีแนวโน้มลดลงเหลือโต 1.4% และเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.9% ทั้งนี้ หากสถานการณ์ลากยาวจนหลุดเข้าสู่ฉากทัศน์ที่ 3 (เกิน 3 เดือน) ราคาน้ำมันจะสูงกว่า 120 ดอลลาร์/บาร์เรล GDP เหลือโต 1.1% และเงินเฟ้อ 3.6% ซึ่งจะเป็นภาวะที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

นายพงศ์นคร กล่าวว่า สถิติราคาน้ำมันดิบดูไบในเดือนมี.ค.69 มีความผันผวนรุนแรงเหมือนภูเขา โดยมีจุดต่ำสุดที่ 105 ดอลลาร์/บาร์เรล และเคยพุ่งสูงสุดถึง 137 ดอลลาร์/บาร์เรล ภายในเดือนเดียว นอกจากนี้ ยังกังวลต่อภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูง) แม้เงินเฟ้อไทยปัจจุบันจะยังอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย (1-3%) แต่หากราคาน้ำมันยังพุ่งสูง จะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพทันที สิ่งที่ตามมาคือผู้ประกอบการรับไม่ไหว อาจลดกะการทำงานของลูกจ้างลง และผู้ประกอบการรายเล็กจะเริ่มหาแหล่งเงินกู้ รวมถึงการกู้เงินนอกระบบด้วย

โดยในช่วงกลางปี 68 พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า สัดส่วนการกู้หนี้นอกระบบ แซงหน้าหนี้ในระบบไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME ซึ่งเป็นจุดที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานใดเก็บตัวเลขจริงได้ทั้งหมด มีเพียงตัวเลขจากการสำรวจเท่านั้น

ดังนั้น รัฐบาลต้องบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เช่น เรื่องภาษี และมาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย หรือมาตรการคนละครึ่งพลัส สินเชื่อ SME เป็นต้น

"ประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) หากเศรษฐกิจติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ และประชาชน คือ บริหารรายได้-รายจ่ายให้ดี ตรวจสอบสภาพคล่อง เงินในเก๊ะให้เพียงพอ และบริหารการจ้างงานรวมถึงต้นทุนวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้" นายพงศ์นคร กล่าว
  • Q2 จุดชี้ชะตาศก.ไทย แนะทางรอด "กำเงินสด-คุมต้นทุน-กอดงานให้แน่น"

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า จากผลกระทบจากสงครามต่อเศรษฐกิจไทย ในช่วงไตรมาสที่ 2/69 จะเป็น "จุดชี้ชะตา" ว่าเศรษฐกิจไทยจะรอดพ้นจากภาวะถดถอยได้หรือไม่ โดยในไตรมาส 2/69 จะเป็นจุดสูงสุดของวิกฤต เนื่องจากค่าครองชีพ และเงินเฟ้อจะขยับขึ้นสู่จุดสูงสุด จากผลกระทบต่อเนื่องของราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้น และต้นทุน SME พุ่งสูง แต่ปรับราคาสินค้าไม่ได้ ทำให้ภาระหนักจะตกอยู่ที่ผู้ประกอบการรายย่อยที่มี margin ต่ำ

โดยคำแนะนำสำหรับไตรมาส 2/69 คือ การรักษาเงินสด และสภาพคล่องให้ดีที่สุด ดูแลเรื่องต้นทุนอย่างเข้มงวด และพยายามรักษาการจ้างงานไว้ โดยต้องผ่านจุดที่ยากลำบากที่สุดในไตรมาส 2/69 นี้ไปให้ได้ เพื่อจะพบกับสถานการณ์ที่อาจเริ่มคลี่คลายในครึ่งปีหลัง

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องเตรียมรับมือกับศึกนอก โดยเฉพาะเรื่องสงครามภาษีจากสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ที่อาจถูกนำมาใช้แทนมาตราฉุกเฉินเดิม ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น และอาจประกาศขึ้นภาษีสินค้าไทยได้ทุกเมื่อ

"ภาพเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง สั้น ๆ ว่า เหนื่อย แต่รอด ถ้าผ่านไตรมาส 2/69 ไปได้ สถานการณ์ต่าง ๆ น่าจะคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ขออย่าเชื่อนักเศรษฐศาสตร์มากเกินไป เพราะการคาดการณ์เปลี่ยนแปลงตามสมมติฐานเสมอ สิ่งสำคัญ คือ ผู้ประกอบการต้องสร้างฉากทัศน์ (Scenario) ของตนเอง และมีแผนสำรองพร้อมรับทุกความไม่แน่นอน" นายอมรเทพ กล่าว
  • อย่าหว่านแห! แนะรัฐอุ้มราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

นายอมรเทพ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ยังไม่สามารถคาดการณ์ราคาน้ำมันได้ แต่สุดท้าย การปรับตัวของดีมานด์จะทำให้ราคาไม่ได้พุ่งขึ้นสูงตลอดไป และคงไม่เหมือนกรณีเลวร้ายเหมือน Oil Shock ในปี ค.ศ. 1978 ที่เกิด Stagflation เพราะโลกได้เปลี่ยนไปมากแล้ว ไม่ได้พึ่งพาพลังงานน้ำมันเท่ากับเมื่อก่อน แต่ราคาน้ำมันคงจะไม่กลับไปที่ระดับ 30 บาท/ลิตร ส่วนจะทะลุ 60 บาท/ลิตรหรือไม่นั้น หากทะลุไปจริง สุดท้ายราคาก็จะค่อย ๆ ย่อลงมาเอง

สำหรับนโยบายการจัดการราคาน้ำมันของภาครัฐ นายอมรเทพ กล่าวว่า หลักการที่ถูกต้อง ไม่ควรเป็นการอุ้มแบบหว่านแห แต่ควรเปลี่ยนมาใช้มาตรการแบบเจาะจงเป้าหมาย เพื่อดูแลกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยเป็นหลัก เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีรายได้จากภาษีจำนวนมหาศาลพอที่จะนำไปใช้อุ้มราคาน้ำมันให้กับทุกคนได้ตลอดเวลา โดยเหตุผลที่ต้องเน้นอุ้มกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพราะคนกลุ่มนี้เผชิญปัญหารายได้โตไม่ทันรายจ่ายมาเป็นเวลานาน เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงในสินค้าทุกชนิด จะส่งผลกระทบต่อคนระดับล่าง หรือกลุ่มเปราะบางอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การกู้หนี้นอกระบบเพื่อความอยู่รอด

นายอมรเทพ ย้ำว่า ไม่ควรบิดเบือนกลไกตลาดมากเกินไป เพราะไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Importer) เมื่อราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น เราย่อมได้รับผลกระทบ หน้าที่ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควรเป็นเพียงการช่วยพยุงไม่ให้ราคาช็อกหรือกระชากขึ้น-ลงเร็วเกินไปเท่านั้น

"รายได้เราโตก็จริง แต่โตไม่ทันรายจ่าย เพราะราคาข้าวแกง ราคาสินค้าที่ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็ไม่เห็นว่าราคาจะปรับลง ขึ้นแล้วขึ้นเลย ดังนั้น ต่อให้สถานการณ์สงครามหายไป ไม่ได้แปลว่าสงครามจบแล้วจะจบ แต่จะฝังรากลึกต่อเศรษฐกิจ เป็นบาดแผลต่อเศรษฐกิจที่เราต้องปรับตัวให้ได้ การปรับตัว คือทางออกที่ยั่งยืน คืออย่าฝากความหวังไว้ที่การอุ้มของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ทุกคนต้องปรับตัว เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือก" นายอมรเทพ กล่าว
  • ธุรกิจอย่าลุยเดี่ยว! แนะรวมกลุ่มสร้างพลังต่อรอง

ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบในภาคการค้าว่า สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดงติดขัดอย่างหนัก ค่าระวางเรือพุ่งสูงจาก 1,000 เหรียญ เป็น 5,000-6,000 เหรียญ และยังมีค่าธรรมเนียมพิเศษ (Surcharge) อีกมากมาย จนค่าขนส่งบางรายการแพงกว่าราคาสินค้าในตู้

โดยคาดการณ์ระยะเวลาของสงคราม ประเมินว่าการสู้รบอย่างหนัก อาจยืดเยื้อไปอีกในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า โดยล่าสุดคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ปรับลดเป้า GDP ปีนี้ของไทย ลงเหลือโตเพียง 1.2-1.6%

อย่างไรก็ตาม ยังมองเห็นโอกาสในวิกฤต เช่น การดึงดูดการลงทุน (FDI) จากกลุ่มที่ต้องการหนีความขัดแย้งมายังประเทศไทย และการขยายตัวของอุตสาหกรรม Future Food และ Pet Food (อาหารสัตว์เลี้ยง) ที่เติบโตสูงถึง 30% ต่อปี รวมถึงกลุ่ม Medical and Wellness ที่ไทยมีความแข็งแกร่ง

"กลยุทธ์การอยู่รอดของธุรกิจ คือห้ามอยู่คนเดียว ในยุคนี้การรวมกลุ่มเป็นสมาคม หรือเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นมาก สถานการณ์ตอนนี้ ถ้าปรับตัวทัน เราก็จะรอด" นายวิศิษฐ์ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ