นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนมี.ค. 69 อยู่ที่ 100.27 หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลง 0.08% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และลดลงในอัตราที่ชะลอตัว จากตลาดคาดบวก 0.19% แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้การขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าสำคัญต้องหยุดชะงัก มีผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ยังได้รับปัจจัยหนุนจากการตรึงราคาไว้ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมี.ค. รวมถึงมาตรการลดภาระค่าครองชีพ ด้วยการลดค่ากระแสไฟฟ้า

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.69) เฉลี่ยอยู่ที่ -0.54%
สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เดือนมี.ค.69 อยู่ที่ 101.70 หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้น 0.57% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 0.58%
ผู้อำนวยการ สนค. ยังกล่าวถึงกรณีที่อัตราเงินเฟ้อเดือนมี.ค.69 เมื่อเทียบเป็นรายเดือน พบว่าหดตัว -0.88% จากเดือนก.พ.69 นั้น ยังไม่มองว่าเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้งนี้ เศรษฐกิจที่ถดถอยมีหลายมิติ มิติที่พูดถึงเงินเฟ้อ ก็คือราคาสินค้าแพงขึ้นจาก cost push แต่คำว่าเศรษฐกิจถดถอยนั้น ต้องมาดูว่าการจ้างงานลดลงหรือไม่ GDP ภาพใหญ่ลดลงหรือไม่ การลงทุนลดลงหรือไม่ การส่งออกยังไปได้หรือไม่
"ยังไม่คอนเฟิร์มว่าเศรษฐกิจถดถอย...ซึ่งต้องติดตามปัจจัยต่าง ๆ ใกล้ชิด ว่าจะมีโอกาสทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวหรือไม่ และจะเข้าภาวะ Stagflation หรือไม่ นั่นหมายถึงเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจถดถอย" นายนันนทพงษ์ กล่าวส่วนแนวทางการบริหารจัดการเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจากด้านอุปทาน (Supply Side) นั้น นายนันทพงษ์ กล่าวว่า หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ คือ 1.การควบคุมเงินเฟ้อ ดูแลค่าครองชีพ และ 2.ผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต โดยในส่วนของการดูแลเงินเฟ้อนั้น กระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าไปควบคุมราคาสินค้าใน 2 รูปแบบ คือ 1.สินค้าต้นทาง เช่น เม็ดพลาสติก และกากถั่วเหลือง 2. ควบคุมสินค้าปลายทางให้สะท้อนโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง ไม่ปรับขึ้นเร็วจนเกินไป
ส่วนการดูแลค่าครองชีพ ได้ใช้แนวทางผ่านโครงการธงฟ้า เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนในระดับชุมชน และตำบล ส่วนโครงการไทยช่วยไทย ที่ออกมาล่าสุดนั้น ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดติดตามการรับรู้ของประชาชนถึงโครงการดังกล่าว และสินค้ามีการลดราคาจริง ซึ่งจะได้มีการติดตามประสิทธิผลของโครงการและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาส 2/69 คาดว่าจะเป็นบวก ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกราคาตลาดโลก จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเพิ่มเติมจากราคาสินค้าเกษตรบางรายการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักสด และไข่ไก่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน ทำให้ผลผลิตลดลงบางช่วง, ค่าบริการขนส่งทางอากาศปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเส้นทางบินในประเทศ และระหว่างประเทศ จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น, ผู้ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภครายใหญ่ เริ่มส่งสัญญาณการปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบ และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ สนค. ได้ปรับประมาณการเป้าหมายเงินเฟ้อสำหรับปี 69 ใหม่ เป็น 1.5 - 2.5% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 0 - 1%
ผู้อำนวยการ สนค. ได้คาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 โดยจัดทำเป็น 2 ฉากทัศน์ ซึ่งการจัดทำฉากทัศน์ดังกล่าว อยู่ในช่วงเดือนมี.ค.69 จึงไม่ได้รวมการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในช่วงเดือนเม.ย.69 ที่มีการปรับเพิ่มขึ้นรวมแล้วเกือบลิตรละ 10 บาท
กรณีที่ 1 ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอีก 2 เดือน (เม.ย.-พ.ค.)
- ราคาน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ระดับ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากนั้น ลดลงเหลือราว 70 ดอลลาร์/บาร์เรล
- ราคาดีเซลในประเทศ อยู่ที่ลิตรละ 44.24 บาท หลังจากนั้น ลดลงเหลือ 32.25 บาท/ลิตร
- ค่าไฟฟ้า เดือนพ.ค.-ส.ค. หน่วยละ 3.95 บาท เดือน ก.ย.-ธ.ค. หน่วยละ 388 บาท
- อาหารจานเดียว ราคาเพิ่มขึ้น 3%
- อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 69 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 1.5 - 2.5% โดยไตรมาส 1 อยู่ที่ -0.54% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 3.67% ไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.24% ไตรมาส 4 อยู่ที่ 2.48%
กรณีที่ 2 ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอีก 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย.)
- ราคาน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ระดับ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากนั้น ลดลงเหลือราว 80 ดอลลาร์/บาร์เรล
- ราคาดีเซลในประเทศ อยู่ที่ลิตรละ 44.24 บาท หลังจากนั้น ลดลงเหลือ 34 บาท/ลิตร
- ค่าไฟฟ้า เดือนพ.ค.-ธ.ค. หน่วยละ 3.95 บาท
- อาหารจานเดียว ราคาเพิ่มขึ้น 6%
- อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 69 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 2.5 - 3.5% โดยไตรมาส 1 อยู่ที่ -0.54% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 5.78% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 3.85% ไตรมาส 4 อยู่ที่ 4.15%
ทั้งนี้ หากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ประเมินว่าสินค้าที่มีแนวโน้มจะปรับราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ สินค้ากลุ่มเครื่องประกอบอาหาร, เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์, สินค้ากลุ่มที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด และของใช้ส่วนบุคคล
ขณะที่สินค้าในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกันหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยสินค้าที่คาดว่าจะมีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่
- วัสดุก่อสร้างที่ต้องใช้ความร้อนสูงในการผลิต เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง
- วัสดุก่อสร้างที่ใช้ปิโตรเคมีเป็นส่วนประกอบในการผลิต เช่น ท่อ PVC, สีทาอาคาร, เคมีภัณฑ์
- ยางมะตอย
"คาดการณ์ความเป็นไปได้มากสุด จะอยู่ที่ฉากทัศน์ที่ 2 ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อออกมาแตกต่างกันใน 2 scenario ขึ้นอยู่กับระดับราคาน้ำมัน และช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงยาวนานเพียงใด...แต่ตอนี้เห็นชัดว่าราคาดีเซลช่วงไตรมาส 2 เริ่มต้นที่ลิตรละ 50 บาทแล้ว ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นฉากทัศน์ที่ 2 ส่วน GDP ยังต้องรอการประเมิน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ยังไม่ได้เห็นภาพตอนนี้ ซึ่งหากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ดี ก็อาจจะไปตกอยู่ที่ฉากทัศน์ที่ 1 ก็ได้ ต้องรอดูสถานการณ์" นายนันทพงษ์ กล่าว