นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรา 301 กฎหมายการค้า กับประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย เพื่อเก็บภาษีนำเข้า ว่า หลังจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้กล่าวหาหรือเปิดไต่สวนไทยภายใต้มาตรา 301 ไทยใน 2 ประเด็น คือ 1. มีกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน, ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยกล่าวหาทั้งหมด 16 ประเทศ รวมไทย และ 2. นำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานภาคบังคับ โดยกล่าวหา 60 ประเทศ รวมไทย และเปิดให้ประเทศที่ถูกกล่าวหาส่งคำแก้ต่าง หรือเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไปให้ USTR พิจารณาภายในวันที่ 15 เม.ย.69 นั้น กระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งคำแก้ต่างไปให้ USTR แล้วเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 69 ตามกำหนด
สำหรับคำแก้ต่างได้ชี้แจงว่า ทั้ง 3 อุตสาหกรรมของไทย ไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินแต่อย่างใด และที่สำคัญเป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงเป็นรัฐบาลก่อน ที่ส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยใช้วัตถุดิบ หรือส่วนประกอบในประเทศ (Local Content) ให้ได้มากที่สุด เพื่อส่งเสริมสินค้าไทย
นางศุภจี ระบุว่า ในประเด็นนี้ สหรัฐฯ เกรงว่าไทยอาจเป็นทางผ่านของสินค้าจากประเทศอื่น แล้วส่งออกต่อไปสหรัฐฯ เพื่อหลบเลี่ยงการถูกเก็บภาษีในอัตราสูง ส่วนประเด็นการใช้แรงงานภาคบังคับ ได้ชี้แจงไปว่า ไทยไม่ได้นำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานภาคบังคับแต่อย่างใด
"มั่นใจในคำชี้แจงของไทย เพราะเราไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ไม่มั่นใจผลการพิจารณาจะออกมาอย่างไร แต่ตามกำหนดการพิจารณาของสหรัฐฯ ในช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้ ประมาณวันที่ 13 พ.ค. จะเปิดให้ประเทศที่ถูกเปิดไต่สวน ส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมได้อีกครั้ง แต่ก่อนถึงช่วงนั้น ประมาณต้นเดือนพ.ค. จะเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อพบหารือกับ USTR ก่อน จากนั้นช่วงกลางเดือน ก็อาจจะเดินทางไปสหรัฐฯ อีกครั้ง เพื่อแก้ต่างด้วยตัวเอง หรืออาจจะวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ก็ได้" นางศุภจี กล่าวพร้อมระบุว่า ภายหลังจากการแก้ต่างในช่วงกลางเดือนพ.ค.แล้ว ตามกำหนด USTR จะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 7 วัน และจะประกาศผลการไต่สวนเลยว่าจะใช้มาตรการใดกับไทย เช่น เก็บภาษีนำเข้า ซึ่งเชื่อว่าสหรัฐฯ จะต้องดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว ก่อนที่การเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าที่ 10-15% ภายใต้มาตรา 122 กฎหมายการค้า จะสิ้นสุดเวลาบังคับใช้ 150 วัน ประมาณวันที่ 24 ก.ค. 69 และเมื่อสิ้นสุดแล้ว จะได้เก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 ได้อย่างต่อเนื่อง