นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความเห็นต่อแนวทางเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะ และการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ของรัฐบาลว่า ถือว่าเป็นการเตรียมเครื่องมือหรือกลไกไว้สำหรับรองรับภาวะฉุกเฉินในอนาคตอันใกล้ ที่นอกเหนือจากปัญหาวิกฤติพลังงาน ก็อาจมีปัญหาอื่นตามมา ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจึงอาจขยายเพดานหนี้สาธารณะไว้ก่อน เผื่อเกิดเหตุจำเป็นก็จะสามารถใช้มาตรการได้เร็วและทันท่วงที อย่างไรก็ตาม หลายภาคส่วนก็ให้ข้อแนะนำว่า เงินที่กู้มาจะต้องใช้อย่างระมัดระวัง ใช้อย่างจำเป็นต้องเกิดประโยชน์ โดยไม่สร้างภาระการคลังของประเทศ และของประชาชน
"เปรียบเทียบง่าย ๆ มองเหมือนเรามีวงเงินบัตรเครดิต การขยับเพดาน คือ การขอเพิ่มวงเงินเผื่อไว้ แต่ถ้าสถานการณ์ไม่จำเป็น ก็ต้องใช้เต็มวงเงิน สรุปรัฐบาลทำได้ แต่จะใช้หรือไม่ ใช้เต็มสัดส่วนหรือไม่ ก็อยู่ที่ความจำเป็น และฝีมือของรัฐบาล" นายนาวา กล่าวพร้อมมีข้อเสนอว่า หากรัฐบาลมีการกู้เงินมาใช้จริง ก็ควรนำไปลงทุนเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจหลายทอด จะมีประโยชน์และเห็นผลมากกว่า ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องใช้ ขอให้ใช้ในจุดที่สร้าง Supply Chain ภายในประเทศ และจะไม่สนับสนุนหากนำเงินกู้ไปใช้เพียงทอดเดียว เช่น การซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งไม่เกิดผลต่อการผลิตหรือการจ้างงานในไทย
ส่วนมุมมองต่อนโยบาย "รถเก่าแลกรถใหม่" นายนาวา กล่าวว่า เป็นนโยบายที่ดีและน่าสนับสนุน เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน มีการจ้างงานและสร้างมูลค่าหมุนเวียนในเศรษฐกิจไทย แต่ต้องระวังไม่ให้เป็นภาระทางการคลังมากเกินไป และต้องดูแลกลุ่มอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย
สำหรับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในขณะนี้ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ส่งผลต่อทุกอุตสาหกรรม โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ กลุ่มที่ใช้พลังงานสูงในการแปรรูปสินค้า เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก ที่ต้องใช้เตาหลอม รวมถึงอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และอะลูมิเนียม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นทอด ๆ ไปยังภาคก่อสร้าง และผู้บริโภคในที่สุด
ส่วนแนวโน้มการปิดโรงงาน หรือการเลิกจ้าง นายนาวา กล่าวว่า ปัจจุบันสมาชิก ส.อ.ท. พยายามรับภาระและดูแลพนักงานและประคองการจ้างงานได้ เนื่องจากเห็นความสำคัญของบุคลากร และครอบครัวพนักงาน อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน และยืดเยื้อไปอีก 3-4 เดือน โดยที่รัฐบาลไม่สามารถรับมือ หรือมีมาตรการบรรเทาผลกระทบที่ตรงจุดได้นั้น ก็อาจเริ่มเห็นผู้ประกอบการบางราย โดยเฉพาะ SME ที่มีขีดความสามารถในการรับแรงกดดันต่ำ อาจสู้ต่อไม่ไหวจนส่งผลต่อการจ้างงานในที่สุด เพราะขีดความสามารถของแต่ละโรงงานมีไม่เท่ากันในการรับมือต่อภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น หรือภาวะขาดแคลนพลังงาน
"กลุ่มที่เป็นห่วงมากที่สุด คือ ผู้ประกอบการ SME เพราะอาจรับแรงกดดันได้ไม่เท่ากับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก็หวังว่าจะยังไม่ไปถึงขั้นมีปิดโรงงาน หรือเลิกจ้าง ก็มั่นใจว่ารัฐบาลใหม่คงดูแลไม่ให้ไปถึงขั้นนั้น และก่อนที่จะถึงขั้นนั้น ส.อ.ท. จะส่งเสียงเตือนดัง ๆ ไปยังรัฐบาลให้แก้ไข" รองประธาน ส.อ.ท. กล่าว