สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) นำโดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน สสรท. และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นำโดย นายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สรส. และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) กว่า 100 คน เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เรื่อง ขอคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ
พร้อมขอให้ทบทวนนโยบายรัฐวิสาหกิจ ให้สอดคล้องกับการทำหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงหาแนวทางให้ บมจ. ปตท. (PTT) กลับมาเป็นของรัฐ
ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจ ถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการดำเนินกิจการสาธารณะขั้นพื้นฐาน และบริกรที่จำเป็นต่อประชาชน อาทิ ด้านพลังงาน การคมนาคม การสื่อสาร สาธารณูปโภค และทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีบทบาททั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศอย่างยิ่ง แต่ระยะหลัง รัฐบาลพยายามลดบทบาทภาครัฐ เพิ่มบทบาทของภาคเอกชนมากขึ้น และทำให้รัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยธุรกิจของรัฐแทนการจัดบริการสาธารณะ จนทำให้รัฐบาลขาดเครื่องมือ และกลไกในการบริหารจัดการความมั่นคงของชาติด้านต่าง ๆ และผลักภาระให้กับประชาชนมากขึ้นด้วย
โดยจะเห็นได้ว่า การดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและรัฐธรรมนูญของประเทศไทยในหลายมาตรา ที่ได้กำหนดหน้าที่ของรัฐ และความคุ้มครองการดำรงอยู่ของรัฐวิสาหกิจไว้แล้ว เช่น ขัดต่อหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 และมาตรา 75 ขัดต่อแนวนโยบายแห่งรัฐด้านเศรษฐกิจและสังคม มาตรา 65 ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ กระทบสิทธิแรงงานและหลักความเป็นธรรมทางสังคม ขัดหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล ตามหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี กระทบความมั่นคงและอธิบไตยทางเศรษฐกิจ
"ในช่วงที่ประเทศต้องเผชิญวิกฤต หากรัฐไม่มีการทบทวนนโยบายการบริหารรัฐวิสาหกิจเสียใหม่ รัฐก็จะไม่มีเครื่องมือ กลไกในการช่วยเหลือประชาชน เห็นได้ชัดจากสถานการณ์สงคราม ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสหรัฐ-อิสราเอล เพื่อการรุกรานต่อประเทศอิหร่าน จนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และขาดแคลนในช่วงแรก รัฐไม่สามารถกำกับ หรือบังคับให้เอกชนมาทำหน้าที่ดูแลประชาชนได้ ผลักภาระให้กับประชาชน ซ้ำเติมประชาชนอย่างเห็นได้ชัด และอาจส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"ดังนั้น สรส. และ สสรท. จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและ รมว.คลัง เพื่อให้รัฐบาล และกระทรวงการคลัง ได้เล็งเห็นความสำคัญกับรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นกลไกการช่วยเหลือประชาชนในช่วงปกติและช่วงวิกฤต ดังนี้
1. รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน โดยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง พร้อมกับเปิดเผยข้อมูลการนำเข้า การขุดเจาะ และปริมาณการผลิตภายในประเทศว่ามีจำนวนเท่าใด และควบคุมราคาให้สอดคล้องกับความเป็นจริง นอกจากนี้ ควรพิจารณาปรับลด หรือยกเลิกต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็น ซึ่งซ้ำเติมราคาพลังงานให้สูงเกินจริง อาทิ ค่าการกลั่น ค่าการตลาด การจัดเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อน หรือค่าขนส่ง และค่าอื่น ๆ ที่อ้างว่านำพลังงานเข้าจากต่างประเทศที่ไม่มีอยู่จริง เป็นต้น
2. ขอให้รัฐบาล และกระทรวงการคลัง เร่งปฏิรูปรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ โดยเน้นย้ำถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือ เป็นกลไกหลักในการให้บริการประชาชน พร้อมทั้งให้ยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในทุกรูปแบบอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นกิจการด้านพลังงาน การขนส่ง การโทรคมนาคม การเงินการธนาคาร เป็นต้น
3. ขอให้รัฐบาล และกระทรวงการคลัง นำรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปไปแล้วกลับคืนมาเป็นของรัฐดังเดิม เช่น ปตท. เพื่อสร้างกระบวนการบริหารจัดการใหม่ให้มีความมั่นคง ทั้งในส่วนของน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และระบบโครงข่ายท่อส่งพลังงาน เพื่อให้ทรัพยากรยุทธศาสตร์เหล่านี้ ถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศาติ และประชาชนอย่างแท้จริง
4. ขอให้รัฐบาล และกระทรวงการคลัง ยกระดับการตรวจสอบการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ให้เป็นไปตามหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี โดยมุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อร่วมกันขจัดการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อระบบรัฐวิสาหกิจไทย
ขณะเดียวกัน สรส. และ สสรท. ขอประกาศจุดยืน "ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง" เกี่ยวกับกระแสข่าวเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% รวมถึงการเตรียมออก พ.ร.ก.เพื่อกู้เงิน และขยายเพดานหนี้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75% เนื่องจากเป็นมาตรการที่จะเพิ่มภาระทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนโดยตรง และเห็นว่ายังมีช่องทางอื่นที่จะหาเงินให้แก่รัฐได้ เช่น การปฏิรูปโครงสร้างภาษี การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง การเก็บภาษีคนรวยมาช่วยคนจน และภาษีตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น
"การมาในวันนี้ เพียงเพื่อมาเตือนว่า ขอให้รัฐมนตรีทำหน้าที่ในการดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน โดยจะให้เวลาราว 2-3 เดือน เพื่อพิสูจน์ ถ้าครบเวลาดังกล่าว ไม่มีการจัดการปัญหานี้ให้ลดลง จะมีการชุมนุมใหญ่แน่นอน" ตัวแทน สรส. ระบุ