ในห้วงเวลาหลังการยุบสภา "60 วัน" ไม่ใช่เพียงกรอบทางเทคนิคของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่คือหน้าต่างโอกาสที่กำหนดว่ากฎหมายซึ่งมีผลต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของประชาชนจะ "ได้ไปต่อ" หรือ "ต้องเริ่มใหม่"
ภายใต้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 147 วางหลักชัดว่า ร่างกฎหมายที่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจะตกไปทันทีเมื่อมีการยุบสภา แต่ในวรรคสอง เปิดช่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ "กู้คืน" ร่างเหล่านั้นกลับมาพิจารณาต่อได้ หากยื่นคำร้องต่อรัฐสภาภายใน 60 วันนับแต่วันเปิดประชุมสภาครั้งแรก
สำหรับร่างกฎหมายที่มาจากประชาชน พระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 มาตรา 14 กำหนดกลไกสำรองไว้ว่า หาก ครม. ไม่ยืนยันภายใน 60 วัน ผู้เข้าชื่อสามารถยืนยันเองได้ภายใน 120 วัน แต่จะถือเป็น "ร่างใหม่" ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นกระบวนการทั้งหมดอีกครั้ง
นี่จึงเป็นที่มาของ "เส้นตาย" สองชั้น คือ 24 เมษายน สำหรับการยืนยันจากกระทรวง และ 12 พฤษภาคม 2569 สำหรับกรอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ช่วงเวลานี้กลายเป็นจุดชี้ขาดของกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสีเขียวหลายฉบับ
5 ร่างกฎหมาย กับคำถามว่าต่อ "อนาคตสิ่งแวดล้อม และบททดสอบด้าน ESG"
1. PRTR: สิทธิในการรู้ = สิทธิในการปกป้องตนเอง
ร่างกฎหมายการรายงานและเปิดเผยการปล่อยมลพิษ (PRTR) คือรากฐานของ "ความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม" ที่ไทยยังขาด แม้ร่างฉบับประชาชนจะผ่านวาระแรกด้วยเสียงท่วมท้น และผ่านชั้นกรรมาธิการแล้ว แต่กลับไม่ปรากฏในบัญชีร่างที่ ครม. รับทราบล่าสุด ความเสี่ยงจึงไม่ใช่เพียงการ "ตกไป" แต่คือการสูญเสียเวลาอีก 12 ปีในการเริ่มใหม่
ในมุมสาธารณะ กฎหมายนี้จะเปลี่ยนข้อมูลมลพิษจาก "ข้อมูลปิด" เป็น "ข้อมูลเปิดต่อสาธารณะ" ประชาชนสามารถรู้ได้ว่าโรงงานใกล้บ้านปล่อยอะไร ปริมาณเท่าใด และเสี่ยงแค่ไหน
ในมุม ESG นี่คือหัวใจของ Environmental disclosure ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็น ISSB หรือแรงกดดันจากนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ภาคธุรกิจเองก็ได้ประโยชน์จาก "ความแน่นอนของข้อมูล" ลดความเสี่ยงเชิงกฎหมายและ reputational risk
2. อากาศสะอาด: จากนโยบายสู่ "สิทธิที่บังคับใช้ได้"
ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ไทยยังไม่มีคือ "กฎหมายที่ทำให้ต้องมีผู้รับผิดชอบ"
ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ผ่านวาระสามแล้ว แต่ติดค้างในวุฒิสภาก่อนยุบสภา ปัจจุบันมีเพียงฉบับของกระทรวงที่อยู่ในบัญชี ครม. ขณะที่ฉบับประชาชนมีความเสี่ยงถูกทิ้ง
สาระสำคัญของกฎหมายนี้คือการสร้าง "โครงสร้างรัฐ" ใหม่ ตั้งแต่คณะกรรมการนโยบายระดับชาติไปจนถึงเจ้าพนักงานเฉพาะทาง พร้อมบทลงโทษต่อผู้ปล่อยมลพิษที่บังคับใช้ได้จริง
สำหรับประชาชน นี่คือการยกระดับ "อากาศสะอาด" จากคำสัญญาทางการเมือง เป็น "สิทธิทางกฎหมาย"
สำหรับ ESG นี่คือการ internalise ต้นทุนมลพิษเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ลด externalities ที่รัฐเคยต้องแบกรับแทนเอกชน
3. กฎหมายโลกร้อน: โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อม
ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีหลายฉบับคู่ขนาน และกำลังอยู่ในช่วงออกแบบสุดท้าย
แต่นี่ไม่ใช่แค่ "กฎหมายสิ่งแวดล้อม" หากเป็น "กฎหมายเศรษฐกิจ" ที่จะกำหนดทิศทางประเทศในอีกหลายทศวรรษ
เครื่องมือสำคัญ เช่น ระบบซื้อขายสิทธิปล่อยคาร์บอน (ETS) กองทุนภูมิอากาศ และกลไกรองรับมาตรการชายแดนคาร์บอนของสหภาพยุโรป (CBAM) ล้วนเป็น "เงื่อนไขใหม่ของการแข่งขันโลก"
หากไม่มีกฎหมายนี้ ภาคเอกชนจะขาดทิศทางในการลงทุน เกษตรกรและชุมชนจะไม่มีเครื่องมือปรับตัว รวมไปถึง ประเทศจะเสียเปรียบในห่วงโซ่มูลค่าโลก
ในภาษาของ ESG นี่คือการเชื่อม E (environment) เข้ากับ G (governance) เพื่อขับเคลื่อน S (social resilience)
4. เศรษฐกิจหมุนเวียน: ความมั่นคงทรัพยากรในโลกที่ไม่แน่นอน
ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียนยังอยู่ในขั้นรวบรวมรายชื่อ แต่เกิดขึ้นในจังหวะที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านห่วงโซ่อุปทาน
วิกฤตพลังงานและการขนส่งระดับโลกทำให้เห็นชัดว่า "การพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า" คือความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์
ผลเชิงสาธารณะคือ ลดภาระงบประมาณท้องถิ่นด้านขยะ ลดมลพิษในห่วงโซ่อาหาร และ สร้างงานในเศรษฐกิจฐานราก
ในมุม ESG นี่คือการเปลี่ยน "ของเสีย" ให้กลายเป็น "สินทรัพย์" และลด carbon footprint ทั้งระบบ
5. พื้นที่ชุ่มน้ำ: โครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติที่ถูกมองข้าม
พื้นที่ชุ่มน้ำคือ "โครงสร้างพื้นฐานโดยธรรมชาติ" ที่ทำหน้าที่ทั้งกักน้ำ ป้องกันน้ำท่วม ดูดซับคาร์บอน และเป็นแหล่งอาหาร
แต่ในไทยกลับไม่มีนิยามทางกฎหมายที่ชัดเจน และไม่มีระบบคุ้มครอง ทำให้พื้นที่เหล่านี้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำจึงไม่ใช่แค่กฎหมายอนุรักษ์ แต่คือ "การลงทุนต้นทุนต่ำ" เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และความมั่นคงอาหาร
ในมิติ ESG นี่คือการใช้ Nature-based solutions แทนการลงทุนโครงสร้างแข็งที่มีต้นทุนสูงและผลกระทบมากกว่า
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า "รัฐบาลสนับสนุน ESG หรือไม่" แต่คือ "จะใช้กลไกตามมาตรา 147 เพื่อทำให้กฎหมายเหล่านี้เดินหน้าหรือไม่"
ก่อนวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มี 3 ประเด็นที่ต้องจับตา
PRTR และอากาศสะอาดฉบับประชาชนจะถูกนำกลับมาหรือไม่
กฎหมายโลกร้อนจะเดินผ่านช่องทางใด
ร่างพื้นที่ชุ่มน้ำของฝ่ายค้านจะได้รับการผลักดันหรือถูกปล่อยให้ตกไป
ในโลกที่ ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น "เงื่อนไขของตลาด" การปล่อยให้กฎหมายเหล่านี้ตกไป ไม่ใช่แค่การเสียเวลาในกระบวนการนิติบัญญัติ แต่คือการถอยหลังในความสามารถแข่งขันของประเทศ
สุดท้ายแล้ว "60 วัน" จึงไม่ใช่เพียงเส้นตายทางกฎหมาย แต่คือบททดสอบว่า รัฐไทยจะเปลี่ยน "ความยั่งยืน" จากคำประกาศ ให้กลายเป็น "กลไกที่ใช้งานได้จริง" เพื่อประโยชน์ของสาธารณะได้หรือไม่
ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ