นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม ประชุมมอบนโยบายการดำเนินงานแก่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบขนส่งให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม เชื่อมโยงระบบขนส่งทุกระบบของประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อำนวยความสะดวกและสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกระดับเข้าถึงบริการได้ทุกพื้นที่ สนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ผ่านนโยบาย 7 ด้านสำคัญเพื่อร่วมกัน "ยกระดับท่าอากาศยานให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค (Airport for Regional Development)"ดังนี้

ด้านที่ 1 ให้กรมท่าอากาศยาน เสนอมาตรการลดภาระต้นทุนของสายการบิน ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง โดยมิให้กระทบต่อต้นทุน มาตรฐานการให้บริการ และมาตรฐานด้านความปลอดภัยของท่าอากาศยาน
ด้านที่ 2 ให้กรมท่าอากาศยาน สนับสนุนนโยบายรัฐบาลในด้านการกระตุ้นกระแสเงินสดในภาคอุตสาหกรรม โดยขอให้เร่งรัด
ด้านที่ 3 ให้กรมท่าอากาศยาน เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้สามารถเปิดให้บริการต่อสาธารณชนได้โดยเร็ว อาทิ โครงการก่อสร้างทางขับขนานท่าอากาศยานกระบี่ และสุราษฎร์ธานี โครงการก่อสร้างต่อเติมความยาวทางวิ่งท่าอากาศยานบุรีรัมย์ รวมทั้งโครงการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ ท่าอากาศยานนราธิวาส และให้ดำเนินการศึกษาและเตรียมความพร้อมในการนำเทคโนโลยีตรวจจับ ติดตาม และหยุดยั้งอากาศยานไร้คนขับ (Drone) มาใช้ในท่าอากาศยาน พร้อมทั้งเร่งจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อใช้ในการขับไล่กลุ่มนก ณ ท่าอากาศยานในสังกัด เพื่อยกระดับความปลอดภัย คุณภาพ
ด้านที่ 4 ให้กรมท่าอากาศยาน เร่งรัดการดำเนินงานสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อม เพื่อให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้โดยเร็ว ได้แก่ โครงการก่อสร้างต่อเติมความยาวทางวิ่ง ณ ท่าอากาศยานชุมพร และแพร่ รวมทั้งเร่งขับเคลื่อนโครงการลงทุนที่เป็นการขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานตามแผนแม่บทที่ได้จัดทำไว้ทั้งท่าอากาศยานนราธิวาส แพร่ ชุมพร บุรีรัมย์ ระนอง ตรัง รวมถึงให้พิจารณาต่อเติมความยาวทางวิ่ง ท่าอากาศยานที่มีศักยภาพ เช่น ท่าอากาศยานชุมพร ระนอง ตรัง และนครศรีธรรมราช ให้สามารถรองรับอากาศยานขนาดใหญ่ขึ้น และรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ที่คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้น จากการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล
ด้านที่ 5 ให้กรมท่าอากาศยาน ยกระดับการบริหารจัดการภาครัฐที่ดีให้เร่งขยายผลการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ในรูปแบบอัตโนมัติ มานำร่องการใช้งานในท่าอากาศยาน ทั้งโครงการติดตั้งระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล โครงการจ้างเอกชนให้บริการ
ด้านที่ 6 ให้กรมท่าอากาศยาน จัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาท่าอากาศยาน ส่งเสริมการบินในภูมิภาคเชื่อมโยงเมืองหลักเมืองท่องเที่ยว ปรับปรุงอัตลักษณ์ของอาคารที่พักผู้โดยสาร ให้สอดคล้องกับพื้นที่ ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อการเดินทาง
ด้านที่ 7 ให้กรมท่าอากาศยาน ศึกษาวิเคราะห์รูปแบบการดำเนินงานและบริหารจัดการท่าอากาศยานในสังกัดเพื่อให้เหมาะสมกับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบิน พัฒนาพื้นที่เพื่อการใช้ประโยชน์สำหรับท่าอากาศยานหรือกิจกรรมต่อเนื่องให้ได้อย่างคุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งพิจารณาการเพิ่มบทบาทของเอกชนและประชาชนในการลงทุนและดำเนินกิจการ
ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวว่า กรมท่าอากาศยาน พร้อมดำเนินการตามนโยบาย Quick-win ที่ได้รับมอบหมายในทั้ง 7 ด้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพท่าอากาศยาน เชื่อมต่อการเดินทางกับระบบขนส่งภาคพื้นให้สะดวก และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป
ส่วนกรณีการโอน 3 สนามบินของกรมท่าอากาศยานให้บมจ.ท่าอากาศยานไทย [AOT] นั้น นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ความเห็นส่วนตัวเห็นว่า ตอนนี้สถานการณ์มีปัจจัยมาเกี่ยวข้องในหลายเรื่องเพิ่มเติม อาจจะยังไม่เหมาะ และต้องดูว่า AOT เห็นว่าการโอน 3 สนามบินคุ้มค่าในการรับมอบอยู่หรือไม่ เนื่องจากมีปัจจัยเรื่องผู้ถือหุ้นกรณีการโอนสนามบิน 3 แห่งต้องพิจารณาเรื่องมูลค่าทรัพย์สิน เพราะมีเงินลงทุนที่ AOT ต้องรับผิดชอบ โดยขณะนี้กรมท่าอากาศยานคงต้องมีการทบทวนอัพเดทข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และสรุปอีกครี้ง
อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการศึกษาและพูดคุยกับ AOT ในหลักของการโอน 3 สนามบิน ที่ต้องมีการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และสนามบินที่เหลือซึ่งส่วนใหญ่มีจำนวนผู้โดยสารไม่มาก AOT จะมีการช่วยเหลือตรงนี้อย่างไร ขณะที่ AOT มองแค่ 3 สนามบินที่จะรับโอนไป ดังนั้น มุมมองของกรมท่าอากาศยานกับมุมมองของ AOT ยังเป็นคนละมุมกัน