ดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าฯ เม.ย.ลงต่อ ภาคธุรกิจกังวลศก.ชะลอ จากผลกระทบสงครามตอ.กลาง

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday May 12, 2026 14:32 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าฯ เม.ย.ลงต่อ ภาคธุรกิจกังวลศก.ชะลอ จากผลกระทบสงครามตอ.กลาง

นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC INDEX) เดือน เม.ย. 69 ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจในช่วง 24-30 เม.ย. 69 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 42.2 ลดลงจากเดือนมี.ค. 69 ซึ่งดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 43.3

โดยผู้ประกอบการภาคธุรกิจ มองสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมในจังหวัดของตัวเองแย่ลง โดยเฉพาะการบริโภค และการลงทุน ที่ชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว แม้จะมีต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยช่วงเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นเทศกาลสงกรานต์ แต่จะพบว่าในส่วนของนักท่องเที่ยวไทยชะลอตัวลง เนื่องจากกังวลปัญหาค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากราคาน้ำมันแพง และอาจจะขาดแคลน จากผลกระทบของสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าฯ เม.ย.ลงต่อ ภาคธุรกิจกังวลศก.ชะลอ จากผลกระทบสงครามตอ.กลาง"ดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าฯ เดือนเม.ย. อยู่ที่ 42.2 จุด ลดลง 1 จุด จากเดือนมี.ค. ซึ่งสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน และอนาคต ยังมีต่อเนื่อง" นายวชิร กล่าว

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ในแต่ละภูมิภาค เป็นดังนี้

- กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 43.7 ลดลงจากเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 44.6

- ภาคกลาง อยู่ที่ 42.4 ลดลงจากเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 43.5

- ภาคตะวันออก อยู่ที่ 47.2 ลดลงจากเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 48.1

- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 39.3 ลดลงจากเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 40.7

- ภาคเหนือ อยู่ที่ 43.2 ลดลงจากเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 44.4

- ภาคใต้ อยู่ที่ 42.1 ลดลงจากเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 43.0

ปัจจัยด้านลบ ได้แก่

- ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดเหตุการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกได้ปรับตัวราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 69 จะขยายตัว 1.6% เนื่องจากได้รับผลของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบมาถึงต้นทุนราคาพลังงาน

- คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้คงอัตราการขยายตัว GDP ของไทยในปี 69 ไว้เท่าเดิมที่ 1.5% แต่ในปี 70 ได้ปรับลด GDP ลงเหลือ 2.0% จากที่เคยคาดไว้ 2.3%

- ภาคธุรกิจมีความกังวลกับต้นทุนปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาทิ ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และปุ๋ยทางการเกษตร

- ราคาข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนัก มีผลต่อกำลังซื้อในบางพื้นที่ต่างจังหวัดในระยะนี้

- ราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล ออกเทน 91 (E10) และแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 ในประเทศ ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.40 บาท/ลิตร จากเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 42.08 และ 42.45 บาท/ลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลขายปลีก ปรับตัวลดลง 0.54 บาท/ลิตรจากเดือนที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ระดับ 40.20 บาท/ลิตร ณ สิ้นเดือน เม.ย. 69

- เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย จากระดับ 32.294 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน มี.ค. 69 เป็น 32.347 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน เม.ย. 69 จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ซึ่งกดดันเงินบาท และสกุลภูมิภาคเอเชียอื่นให้อ่อนค่าลงตาม

- ปัญหาเรื่องปัจจัยต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจจะส่งผลกระทบต่อภาคของการจ้างแรงงานที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการปลดออก เพื่อประคองต้นทุนของธุรกิจต่อไป

- ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน และอาจทำให้การท่องเที่ยวในบางพื้นที่ชะลอตัวลง และกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

ปัจจัยด้านบวก ได้แก่

- ความคาดหวังต่อนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงเสถียรภาพและทิศทางทางการเมือง

- กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง

- การส่งออกของไทยเดือน มี.ค. 69 ขยายตัว 18.67% มูลค่าอยู่ที่ 35,157.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการนำเข้าเพิ่มขึ้น 35.73% มีมูลค่าอยู่ที่ 38,496.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าอยู่ที่ 3,339.50 ล้านดอลลาร์

- นักท่องเที่ยวกลุ่มจีน และรวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทางเช่นกันจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวตลาดยุโรป และอเมริกาโดยเฉพาะจากเทศกาลวันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์

- SET Index เดือน เม.ย. 69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 45.55 จุด จาก 1,448.14 ณ สิ้นเดือน มี.ค. 69 เป็น 1,493.69 ณ สิ้นเดือน เม.ย. 69

แนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา

1. แนวทางรับมือกับวิกฤตต้นทุนพลังงาน และค่าไฟฟ้า ทำให้ภาคธุรกิจกังวลเรื่องการปรับตัวของค่า Ft และราคาพลังงานโลกที่ยังผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต

2. การบริหารจัดการนำเพื่อรับมือภัยแล้ง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องปริมาณน้ำในเขื่อนหลักที่ไม่เพียงพอต่อการจัดสรรน้ำให้ทั้งภาคการผลิตและการเกษตร

3. แนวทางแก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาฟื้นตัว

4. กำหนดทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนใหม่ของนักลงทุนต่างชาติ

5. มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน และหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ประชาชนกลับมามีกำลังซื้อและเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ เนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยในช่วงที่ผ่านมาไม่คึกคักเท่าที่ควร ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น

6. การยกระดับแรงงานทักษะสูง ให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน

7. การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

8. ลดอัตราดอกเบี้ย และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร เพื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยในส่วนของผู้ประกอบการจะรับรู้ได้เร็วกว่าในส่วนของผู้บริโภค เพราะเผชิญกับสต็อกสินค้าที่ลดลง, ราคาต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ซึ่งทำให้ในส่วนของการลงทุน และการบริโภคจะยังไม่โดดเด่นมากนัก

"ภาคธุรกิจจะรับรู้ได้ก่อน จากยอดขายที่ลดลง ต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ในขณะที่ประชาชน หรือผู้บริโภคอาจจะรับรู้ช้ากว่า เพราะในส่วนของเงินเดือนยังได้เท่าเดิม การจ้างงานยังคงเดิม" นายธนวรรธน์ ระบุ

ส่วนที่ยังได้รับผลกระทบไม่ชัดเจนในเดือนเม.ย. คือ การส่งออก เพราะยังสามารถขยายตัวได้ เนื่องจากทั่วโลกยังถูกเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐฯ ในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เชื่อว่าจะยังสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นมองว่า ภาคบริการน่าจะยังเป็นตัวช่วยประคองเศรษฐกิจไทยได้


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ