นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลัง จะเสนอการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 19 พ.ค.69 จากเดิมที่จะเสนอเข้า ครม. ในวันนี้ เนื่องจากยังต้องรอความเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมด้วย โดยจะนำเสนอพร้อมกับโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งจะครอบคลุมโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" และโครงการ "เติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" ที่จะมีความชัดเจนว่าแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส มาจากแหล่งใด
ทั้งนี้ ยืนยันว่าการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าว จะมีการก่อหนี้จากการกู้เงินในปีงบประมาณ 2569 เพิ่มอีก 2 แสนล้านบาท จากการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยหลักการสำคัญ คือ จะไม่เป็นการกู้เงินมากองไว้ เพราะจะทำให้รัฐต้องเสียดอกเบี้ย แต่จะเป็นการกู้เงินตามความจำเป็นของโครงการ และการใช้จริง
ขณะเดียวกัน ได้มีการหารือร่วมกับปลัดกระทรวงการคลัง และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) แล้ว เบื้องต้นการกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ส่วนหนึ่งจะดำเนินการออกเป็นพันธบัตรออมทรัพย์ ผ่านโครงการ "ออมพลัส" เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการออมแบบบูรณาการทุกภาคส่วน โดยจะมีการออกขายเป็นรายเดือนทุกเดือน ส่วนระยะเวลาของพันธบัตรนั้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยจากข้อมูลพบว่าอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.2% ดังนั้นในส่วนของโครงการออมพลัส ก็อาจจะมีอัตราดอกเบี้ยส่วนเพิ่มเข้ามา เพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับผู้สูงอายุ และผู้ฝากเงิน
นายเอกนิติ ยืนยันว่าการกู้เงินเพิ่มอีก 2 แสนล้านบาท ตาม พ.ร.ก.กู้เงินนั้น จะไม่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะสูงเกินเพดานที่กำหนดไว้ที่ 70% ของ GDP จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 66% ของ GDP ดังนั้นเรื่องเพดานหนี้สาธารณะจากการกู้เงินครั้งนี้ จึงไม่ใช่ประเด็น และที่ผ่านมา ได้เน้นย้ำเรื่องการรักษาวินัยการคลังอย่างเข้มข้น เพราะก่อนหน้านี้ มีข้อเสนอให้กู้เงิน 5 แสนล้านบาท แต่ตนเป็นคนปรับลดลงมาเหลือ 4 แสนล้านบาท เพราะไม่ต้องการให้มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ หรือเสียวินัยการคลัง
โดยล่าสุด บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Rating and Investment Information, Inc. (R&I) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ A- และคงมุมมองความน่าเชื่อถือที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งสะท้อนว่าวินัยการคลัง และฐานะการคลังของประเทศไทยยังมีเสถียรภาพ ซึ่งรัฐบาลยืนยันชัดเจนในเรื่องนี้ต่อไป
สำหรับความคืบหน้าของโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ครอบคลุมโครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไทม์ไลน์ยังเป็นตามเดิม คือ จะมีการเสนอ ครม. ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ และจะเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 25 พ.ค.69 เพื่อให้เริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิ.ย.69 ส่วนจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์อยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม แต่มีโอกาสที่จะให้สิทธิ "คนละครึ่ง พลัส" 30 ล้านคน และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13.2 ล้านคน
โดยกรอบการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับสิทธิในโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงินรวม 4,000 บาท/คน เป็นเวลา 4 เดือน แต่จะแบ่งการจ่ายเงินเป็น 2 ระยะ หรือรูปแบบ 2+2 โดยการจ่ายเงินระยะแรก รัฐบาลจะจ่ายวงเงิน 2,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงแรก และระหว่างนี้ รัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ก็จะให้ไปรับสิทธิ์ผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส ในระยะที่ 2 ต่อไป ซึ่งในส่วนนี้จะดำเนินการควบคู่ไปกับการเปิดลงทะเบียนใหม่ด้วย