สภาพัฒน์ คงคาด GDP ปีนี้ 2% แม้ขยับเงินเฟ้อขึ้น รับแรงส่งรัฐกู้ 4 แสนลบ.-ส่งออกโตดีขึ้น เกาะติดหนี้ครัวเรือน-ภัยแล้ง

ข่าวเศรษฐกิจ Monday May 18, 2026 10:52 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สภาพัฒน์ คงคาด GDP ปีนี้ 2% แม้ขยับเงินเฟ้อขึ้น รับแรงส่งรัฐกู้ 4 แสนลบ.-ส่งออกโตดีขึ้น เกาะติดหนี้ครัวเรือน-ภัยแล้ง

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คงคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทย ในปี 2569 ไว้ที่ 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%) เท่ากับประมาณการในรอบก่อน ทั้งนี้ ได้รวมผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกลาง และแรงส่งจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รวมไว้แล้ว ประกอบกับเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 1/69 ขยายตัวได้ 2.8% ดีกว่าที่คาดไว้

"การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ เราได้รวมผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง และผลจากแรงส่งของ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในส่วนของการช่วยเหลือค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไว้แล้ว อีกทั้งการเติบโตของ GDP ไตรมาส 1 ที่เกินคาดที่ 2.8% จึงทำให้ปีนี้ เรายังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยไว้ที่โต 2%" เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุ

ส่วนอัตราเงินเฟ้อปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 2-3% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าอยู่ที่ -0.3 ถึง 0.7% มูลค่าการส่งออก คาดโต 9.6% เพิ่มขึ้นจากเดิมคาดไว้ที่ 2.0% ดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุล 1% ต่อจีดีพี

อย่างไรก็ดี ในปีนี้ยังมีปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทย ได้แก่

1. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ภาคเอกชน

2. แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล

3. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก

ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยเสี่ยง-ข้อจำกัด ที่ต้องติดตาม ได้แก่

1. ความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

2. ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก และความผันผวนในตลาดเงิน-ตลาดทุน

3. ภาระหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และคุณภาพสินเชื่อ SMEs ด้อยลง

4. ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรง และกระทบต่อภาคการเกษตรมากขึ้น

เลขาธิการ สภาพัฒน์ กล่าวถึงประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 69 ควรให้ความสำคัญกับ

1. การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะ 1) การบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงานเพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อ 2) ใช้มาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแลผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากต้นทุนพลังงานสูงขึ้น 3) ดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบในภาคการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน โดยเฉพาะวัตถุดิบที่พึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง 4) ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด โดยเฉพาะในการผลิตไฟฟ้า

2. การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว เพื่อให้เกิดการลงทุนจริง ควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวก และแก้ไขอุปสรรค เร่งพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน และสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนของต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ

3. รักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ, การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง, การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 69-70, การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการขนส่งสินค้า เพื่อให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง

4. การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐ ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยการให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7% การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้สามารถบังคับใช้ได้ทันตามกำหนด และควรให้งบลงทุนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 70 มีการเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 30%

พร้อมกันนี้ ควรการบริหารจัดการงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของเงื่อนไข และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ อีกทั้งรักษาพื้นที่ทางการคลัง ให้เพียงพอต่อการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต

5. ดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น เร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยแม่ปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลาง ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยสั่งตัด หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งควรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงของภาวะฝนทิ้งช่วงจากปรากฎการณ์ซูเปอร์เอลนีโญช่วงครึ่งปีหลัง

6. แก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและครัวเรือน ด้วยการลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน เร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้รายย่อยเข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้และปิดจบหนี้ตามมาตรการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพแต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้า และ การเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป

  • ไทยช่วยไทย พลัส กระตุ้น GDP เพิ่มอีก 0.4% แต่ไม่ทำให้เงินเฟ้อชะลอ

นายดนุชา ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทว่า คาดว่าในปีนี้จะมีการเบิกจ่ายเม็ดเงินเพื่อมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทย ประมาณ 1.7-2 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีผลช่วยกระตุ้น GDP ในปีนี้ให้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.4% แต่ทั้งนี้ การกู้เงินตามพ.ร.ก.ดังกล่าว ที่ส่วนหนึ่งรัฐบาลจะนำมาใช้เพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชน จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางนั้น อาจจะไม่ได้ทำให้อัตราเงินเฟ้อในปีนี้ชะลอตัวลงได้

สภาพัฒน์ คาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ว่าจะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2-3% จากประมาณการเดิมที่คาดไว้เพียง 0.2% เท่านั้น เพราะการที่เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่เดือนเม.ย.69 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.8% จากเดือนมี.ค.69 ที่เงินเฟ้อยังติดลบ (0.08%) เป็นผลมาจากเงินเฟ้อในฝั่งผู้ผลิตได้เริ่มส่งผ่านมายังฝั่งผู้บริโภค จากผลของต้นทุนวัตถุดิบ ราคาพลังงาน และค่าขนส่งสินค้า ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง

"มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพในงบ 1.7-2 แสนล้านบาท ถือว่าน้อยมาก (ที่จะมีผลให้เงินเฟ้อชะลอตัว) แต่ก็เป็นการช่วยค่าครองชีพ ให้ประชาชนมีกำลังใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อยู่ เพราะถ้าไม่มีเข้าไปช่วยเลย ราคาสินค้าสูง แต่ค่าครองชีพเท่าเดิม การใช้จ่ายก็คงจะมีปัญหา ดังนั้นจริง ๆ แล้ว เงินเฟ้อถ้าจะลดลง มันอยู่ที่การไปคุม cost ของตัวที่จะผลักเข้ามาในเงินเฟ้อ ดังนั้นมาตรการที่ออกมา น่าจะมีผลช่วยเรื่องค่าครองชีพมากกว่า เงินเฟ้อก็คงขยับขึ้นไปตามต้นทุนต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเริ่มส่งผ่านมาจากฝั่งผู้ผลิต" นายดนุชา ระบุ

นายดนุชา กล่าวว่า อัตราการว่างงานในปัจุบันที่ 0.9% ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนการลงทุนของเอกชนที่เร่งตัวขึ้นมากนั้นเป็นผลจากการก่อสร้างโรงงาน อาคารพาณิชย์ และที่อยู่อาศัยต่อเนื่องจากไตรมาส 4/68 ซึ่งในแง่ของการจ้างงานนั้น ถ้าโรงงานสร้างเสร็จและเริ่มเปิดดำเนินการ ก็คงจะมีการจ้างงานเพิ่ม เพียงแต่ต้องดูว่าโรงงานต่าง ๆ มีความต้องการแรงงานแบบใด ซึ่งจะโยงมาถึงการ Upskill Reskill แรงงานให้ตรงกับความต้องการแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี ทั้งเซมิคอนดักเตอร์, PCB เป็นต้น

ขณะเดียวกัน SME มีปัญหาเข้าถึงแหล่งทุน และการพัฒนาสินค้า ดังนั้นต้องมีมาตรการพุ่งเป้าเฉพาะ เช่น มีเงินทุนที่พุ่งเป้าการช่วยเหลือไปที่กลุ่ม Small และ Micro SMEs ให้มีกำลังทำธุรกิจต่อได้ และขึ้นกับทุกภาคส่วนที่จะต้องปรับตัวในการช่วยอุดหนุนสินค้าของคนไทย ที่ผลิตโดยคนไทยมากขึ้น เพื่อให้ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ