นายจักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือ "พี่หนุ่ม Money Coach" ให้สัมภาษณ์กับ Wealth Me Please ของ "อินโฟเควสท์" อีกครั้งว่า แม้โลกการเงินจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่หัวใจของการวางแผนการเงินยังเหมือนเดิม คือการสร้าง "กระแสเงินสดส่วนเกิน" หรือเงินออมให้ได้ก่อน โดยเริ่มจากการมีรายได้ที่เหมาะสมกับการใช้จ่าย และควบคุมรายจ่ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะกับรายรับ
การวางแผนระยะสั้นควรเริ่มจากหลักง่าย ๆ คือ "มีกิน มีใช้ และมีเหลือเก็บ" เพราะหากยังไม่มีเงินเหลือในแต่ละเดือน คงไม่สามารถต่อยอดไปสู่การวางแผนระยะกลางหรือระยะยาวได้
สำหรับระยะกลาง ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความมั่นคงทางการเงิน เช่น การมีเงินสำรองอย่างน้อย 3-6 เดือน รวมถึงการจัดการความเสี่ยงผ่านสิทธิพื้นฐานด้านสุขภาพ ประกันสังคม บัตรทอง หรือประกันสุขภาพเพิ่มเติมตามความจำเป็น
ขณะที่ระยะยาวจึงค่อยเป็นเรื่องการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งและการวางแผนเกษียณ
"ถ้าระยะสั้นยังไม่รอด ระยะกลางยังไม่มั่นคง การคุยเรื่องเกษียณก็จะไกลเกินไป แต่ถ้าชีวิตประจำวันรอด มีเงินสำรอง มีความมั่นคงระดับหนึ่ง คนเราจะเริ่มกล้าคิดต่อเรื่องอนาคต" นายจักรพงษ์ กล่าวนายจักรพงษ์ ยังกล่าวแนะนำการวางแผนมีบุตรว่า ไม่ควรมองเป็นภาระก้อนใหญ่ที่ต้องเตรียมเงินทั้งหมดในครั้งเดียว แม้จะมีการคำนวณว่าการมีลูกหนึ่งคนอาจต้องใช้เงินหลักล้านบาท แต่ในความเป็นจริงค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเป็นช่วงเวลา จึงสามารถวางแผนแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ เช่น เตรียมเงินค่าฝากครรภ์ ค่าคลอด ค่าเรียนอนุบาล และขยับไปตามช่วงวัยของลูก
ส่วนปัญหาการเงินที่พบมากในปัจจุบัน กลุ่มรายได้ไม่เกินราว 40,000 บาท มักเผชิญปัญหาเงินช็อตและใช้วิธีหมุนเงินผ่านบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งหากเริ่มจ่ายขั้นต่ำ หรือกดบัตรใหม่มาจ่ายบัตรเก่า ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ควรรีบหาทางแก้ไข เพราะอาจลุกลามจนต้องหยุดชำระหนี้หรือเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้
ขณะที่กลุ่มรายได้สูงขึ้น เช่น 80,000-100,000 บาทขึ้นไป มักมีปัญหาจากการยกระดับไลฟ์สไตล์เร็วเกินไป ทั้งบ้าน รถ และค่าเทอมบุตร โดยเฉพาะหากเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ถูกเลิกจ้างในช่วงวัย 45-50 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีภาระสูงและหางานใหม่ได้ยาก อาจกระทบความมั่นคงทางการเงินอย่างมาก
โค้ชพี่หนุ่ม กล่าวว่า ปัจจุบันโลกการทำงานเปราะบางมากขึ้นจากเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน หลายอาชีพเริ่มถูกลดจำนวนคนลง ดังนั้นคนทำงานควรตื่นตัว ประเมินความเสี่ยงของสายงานตัวเอง และไม่รอให้เกิดปัญหาก่อนจึงค่อยเตรียมตัว
นอกจากเงินสำรองแล้ว สิ่งสำคัญในยุคใหม่คือ "ทักษะสำรอง" เช่น ทักษะทำอาหาร ถ่ายภาพ กราฟิก หรือทักษะอื่นที่สามารถต่อยอดเป็นรายได้ในอนาคต เพราะเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นจริง คนที่ไม่มีทั้งเงินสำรองและทักษะสำรองจะเริ่มต้นใหม่ได้ยากกว่า
"มนุษย์เราสะดุดได้ แต่ต้องไม่เจ็บหนัก ต้องมีฟูกกันล้ม เงินสำรองและทักษะสำรองจึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้เรารับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น" นายจักรพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย
https://youtu.be/8R1zgpDbUyk