กรมธุรกิจพลังงาน ผนึกค่ายรถ เร่งดัน E20 มุ่งลดพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

ข่าวเศรษฐกิจ Monday August 31, 2026 16:52 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แถลงความร่วมมือสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในการใช้น้ำมัน E20 สร้างความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และส่งผลกระทบให้ตลาดน้ำมันโลกมีความไม่แน่นอนสูง

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการผลิตเอทานอลได้อย่างเพียงพอต่อการส่งเสริมการใช้น้ำมัน E20 ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ในประเทศมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่สามารถรองรับการใช้น้ำมัน E20 ได้แล้ว ทว่าในปัจจุบันการเลือกใช้น้ำมัน E20 ของผู้บริโภคยังคงมีปริมาณไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพการรองรับของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในระดับสูง คือ มีรถยนต์กว่า 4 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์อีกประมาณ 80% ที่สามารถใช้น้ำมัน E20 ได้ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน E20 ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 5.88 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 18 ของปริมาณการใช้น้ำมันในกลุ่มเบนซิน

ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า มีสาเหตุมาจากประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ทราบข้อมูลว่า รถยนต์ของตนเองสามารถเติมน้ำมัน E20 ได้หรือไม่ และยังมีผู้บริโภคอีกบางส่วนที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าน้ำมัน E20 อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องยนต์ ทำให้อัตราเร่งไม่ดีเท่าที่ควร หรือมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่มากกว่าปกติ

ดังนั้น การเร่งสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและปลดล็อกทุกข้อกังวลของประชาชน จึงถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันดำเนินการ เพื่อให้การเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย และส่งผลดีต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

นายสราวุธ กล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ กรมธุรกิจพลังงาน ได้ขอความอนุเคราะห์ข้อมูลรุ่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่รองรับการใช้น้ำมัน E20 จากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน สำหรับให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบรุ่นรถของตนเองได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

พร้อมกันนี้ ค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ยังร่วมยืนยันผลการทดสอบว่าน้ำมัน E20 สามารถใช้งานได้จริงโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ ต่อเครื่องยนต์ในรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกรุ่นที่รองรับ สำหรับในส่วนของการดูแลคุณภาพน้ำมันให้ได้มาตรฐานนั้น กรมธุรกิจพลังงานได้มีการกำกับดูแลอย่างเข้มข้นตั้งแต่โรงกลั่นน้ำมันไปจนถึงสถานีบริการน้ำมัน ผู้บริโภคจึงสามารถมั่นใจคุณภาพของน้ำมันได้อย่างแน่นอน

ในส่วนของความพร้อมในการผลิตเอทานอล เพื่อนำมาผลิตน้ำมัน E20 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ก็ได้ร่วมยืนยันว่า ศักยภาพการผลิตเอทานอลเพียงพอต่อความต้องการใช้ในภาคพลังงานสำหรับผลิตเป็นน้ำมัน E20 ขณะที่ทางฝั่งผู้ค้าน้ำมันพร้อมใจกันยืนยันเรื่องความพร้อมในการกระจายน้ำมัน E20 ให้มีจำหน่ายอย่างทั่วถึงในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ตลอดจนจะมีการเตรียมออกแคมเปญสิทธิประโยชน์และโปรโมชันส่วนลดพิเศษ เพื่อจูงใจและคืนกำไรให้แก่ประชาชนที่หันมาเติมน้ำมัน E20 อีกด้วย

การร่วมมือร่วมใจสนับสนุนและเลือกใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างประโยชน์โดยตรงให้แก่ผู้บริโภคในด้านความคุ้มค่าและประหยัดค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร และสนับสนุนเสถียรภาพของราคาพืชผลของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนผู้ใช้รถหันมาเลือกใช้น้ำมัน E20 เพื่อผสานพลังในการนำพาประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตการณ์พลังงานโลกครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงขอให้ร่วมกันเป็นกระบอกเสียงในการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงประโยชน์ของการใช้น้ำมัน E20 ให้แพร่หลายต่อไป นายสราวุธ กล่าว

ด้าน นายอดิศักดิ์ ชูสุข รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง 28 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่มีการใช้จริงประมาณ 3-4 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็น 50-60% ของกำลังการผลิต สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพในการรองรับความต้องการใช้เอทานอลในภาคเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 3-4 ล้านลิตรต่อวัน

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความพร้อมในการบริหารจัดการและติดตามสถานการณ์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ปริมาณวัตถุดิบ การผลิต การสำรอง และการจัดส่งเอทานอล เพื่อรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอ และได้ย้ำว่าทุกลิตรของเอทานอลที่ผลิตและใช้ภายในประเทศ คือการนำทรัพยากรของประเทศไทยมาสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทย

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ประกอบด้วยพันธมิตรค่ายรถยนต์ชั้นนำ 13 แบรนด์ ได้แก่ โตโยต้า ฮอนด้า มาสด้า มิตซูบิชิ ซูซูกิ บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส-เบนซ์ วอลโว่ บีวายดี ดีพอล ฟอร์ด เกรท วอลล์ มอเตอร์ และจีลี่ ร่วมด้วยค่ายรถจักรยานยนต์ 5 แบรนด์ ได้แก่ ยามาฮ่า ฮอนด้า ซูซูกิ คาวาซากิ และโรยัล เอ็นฟีลด์ พร้อมด้วยผู้ค้าน้ำมันชั้นนำอีก 7 แบรนด์ ได้แก่ พีทีที สเตชั่น บางจาก พีที เซลล์ คาลเท็กซ์ ซัสโก้ และไซโนเปคซัสโก้

นายสราวุธ กล่าวว่า ภายหลังจากที่ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน เข้าพบรมว.พลังงาน เพื่อเสนอปลดล็อคการส่งออกน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณจัดเก็บอยู่ในระดับสูง ขณะที่ยอดการใช้ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาปรับลดลง รวมทั้งโรงกลั่นก็มีการปรับลดกำลังการผลิตส่วนหนึ่งด้วย ส่วนการตัดสินใจส่งออกหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับภาคนโยบาย

โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน หรือ JET A-1 ไปยังบางประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปินส์ และสิงค์โปร์

โดย อตฦ/รัชดา คงขุนเทียน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ