สศก. เตือนภาคเกษตรรับมือโลกเดือด กระทบคุณภาพพืชเศรษฐกิจ หนุนใช้ "เกษตรเชิงวิทยาศาสตร์" พลิกเกม

ข่าวเศรษฐกิจ Monday June 22, 2026 13:22 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในงานสัมมนา บล.บัวหลวง Thai Corporate Day 2026 "The Heat Economy: Surviving a World on Fire" ถึงทิศทางและแนวทางการปรับตัวของภาคการเกษตรไทยท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยเสี่ยง ว่า ถึงเวลาที่ภาคการเกษตรต้องปรับโครงสร้างต้นทุนให้มีความยืดหยุ่นต่อ "ช็อก" ในทุกมิติ ทั้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันปัญหาต้นทุนไม่ได้มีเพียงแค่การขาดแคลนปัจจัยการผลิต แม้ราคาปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยและพลังงาน จะเริ่มคลี่คลายลงในระดับที่เหมาะสม แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากร ทั้งดิน น้ำ และพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ กำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ราคาถูกกำหนดโดยตลาดโลกและกลุ่มผู้รวบรวมที่มีอำนาจเหนือตลาด ทำให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น มักจมอยู่ที่ครัวเรือนเกษตรกรและไม่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้จะเกิด "วงจรแห่งความอุบาทว์" จนอาจทำให้คนต้องออกจากระบบ และเกิดการขาดแคลนอุปทานในที่สุด

*วิกฤตโลกเดือด กัดเซาะความได้เปรียบพืชเศรษฐกิจไทย

ภาวะเอลนีโญ หรือสภาวะโลกเดือดไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำ แต่เป็นเรื่องของอุณหภูมิที่รุนแรงและถี่ขึ้น สิ่งนี้กำลังกัดเซาะความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของไทยในอดีต เช่น ส่งผลกระทบต่อ ข้าว ที่อุณหภูมิที่สูงถึง 40 องศาเซลเซียส จะส่งผลต่อคุณภาพเมล็ดและอัตราการสีของโรงสี, มันสำปะหลัง กระทบต่อเปอร์เซ็นต์แป้งที่ไม่เสถียร, อ้อยและปาล์มน้ำมัน กระทบต่อค่าความหวานและเปอร์เซ็นต์น้ำมัน รวมถึงน้ำต้นทุน ที่ทิศทางฝนเปลี่ยนไปตกท้ายเขื่อน ทำให้ความมั่นคงทางน้ำลดลง และเรื่องดินที่อินทรียวัตถุในพื้นที่เกษตรเริ่มลดลงเรื่อย ๆ ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ยมากขึ้น

*ดัน "เกษตรเชิงวิทยาศาสตร์" ทางรอดภาคเกษตรในอนาคต

สำหรับแนวทางแก้ไข คือต้องสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ผ่านการบริหารจัดการซัพพลายเออร์ที่ยืดหยุ่น การรักษาคุณภาพสินค้าเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และการใช้ข้อมูล (Data) มาบริหารจัดการในเชิงวิทยาศาสตร์ รวมถึงการอัพสกิลและรีสกิลเกษตรกร และดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมทำการเกษตรมากขึ้นด้วย

ในส่วนของสถานการณ์การใช้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพภาคเกษตรกรรม (Smart Farming) มองว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการสร้างความเข้าใจ และเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ อย่างไรก็ดี มองว่าการจะเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบนั้นต้องใช้เวลาอีกสักระยะ แม้จะมีการเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้แล้ว แต่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งและการใช้ประโยชน์เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อการลงทุน (ROI) ยังคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในการใช้เทคโนโลยี กลุ่มที่มีศักยภาพในการก้าวกระโดดด้านเทคโนโลยี คือ ภาคปศุสัตว์ รองลงมาคือ ภาคประมง และในส่วนของพืชจะเป็นกลุ่มไม้ผลที่มีมูลค่าสูง เช่น ทุเรียน เป็นต้น โดยปัจจัยที่ทำให้กลุ่มเหล่านี้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ดีกว่ากลุ่มอื่น เช่น

- อัตรากำไร เพราะกลุ่มนี้มีมาร์จิ้นที่ดีในระดับหนึ่ง ทำให้มีงบเพียงพอที่จะลงทุนในเทคโนโลยีซึ่งมีราคาสูง

- แรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลง ในภาคปศุสัตว์และประมงมีความอ่อนไหวสูงต่อโรคระบาด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยทางด้านสุขอนามัยของมนุษย์ ทำให้ถูกบังคับให้ต้องก้าวเข้าสู่การเป็นเกษตรแบบประณีต และใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ที่สูงมาก

- การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ ที่กลุ่มไม้ผลมีความพร้อมด้านพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ด้านพืชในระดับที่ดีอยู่แล้ว การลงทุนเพิ่มเพื่อยกระดับผลผลิตให้ได้เกรด A และ B มากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าต่อการลงทุน

สำหรับทิศทางของสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างข้าว มองว่าอาจจะต้องรอจังหวะเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ส่วนมันสำปะหลัง กำลังมีการเคลื่อนไปสู่การเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ วัสดุชีวภาพ, พลาสติกชีวภาพ, พลังงาน, เครื่องสำอาง ไปจนถึงอุตสาหกรรมเคมี ซึ่งหากระบบทุกอย่างเชื่อมต่อกันได้สมบูรณ์ พืชที่มีคุณลักษณะเฉพาะที่มีมูลค่าสูงในตัวเองอยู่แล้ว จะทยอยนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ตามมาอย่างต่อเนื่องในที่สุด

ในส่วนของภาคปศุสัตว์ โดยเฉพาะไก่เนื้อ ซึ่งไทยเป็นฮับส่งออกระดับโลก กำลังเผชิญความผันผวนจากสงครามที่ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้า แม้จะมีการพิจารณานำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หรืออาเซียน เพื่อลดต้นทุน แต่ยังต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น มาตรฐานความปลอดภัยทางสุขอนามัย (SPS), GMO และเกณฑ์ห้ามเผา (Non-burn) สำหรับกลุ่มอาเซียน เพื่อความเสถียรของซัพพลายเชน

อย่างไรก็ดี เรื่องของ Climate Change ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ (FCR) เพราะความร้อนทำให้สัตว์เกิดความเครียด กินอาหารได้น้อยลงแต่ต้องใช้ต้นทุนสูงขึ้นในการดูแล นอกจากนี้ ภาคเกษตรไทยต้องเตรียมรับมือกับกฎระเบียบโลก เช่น ระบบ MRV (ระบบการวัด การรายงาน และการทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) และ ESG การตรวจสอบย้อนกลับว่าสินค้าไม่มาจากการบุกรุกป่า หรือมาตรฐาน EUDR ของยุโรป

สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ นายพีรพันธ์ กล่าวว่า ภาครัฐยังดำเนินการต่อเนื่อง แต่การสร้างโครงการขนาดใหญ่ทำได้ยากขึ้นเนื่องจากข้อจำกัดด้านสิทธิและกฎระเบียบ จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบกระจายน้ำท่อที่ทันสมัย อย่างไรก็ดี เกษตรกรและทุกภาคส่วนต้องปรับ Mindset ว่า น้ำและดินเป็นทรัพยากรที่มีราคาและมีจำกัด เพื่อป้องกันการใช้เกินความจำเป็น โดยต้องนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาช่วย เช่น การทำเกษตรเชิงวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจจังหวะการเจริญเติบโตของพืช เป็นต้น

ส่วนแผนการดำเนินการของ สศก. ในช่วงครึ่งปีหลัง คือการบริหารจัดการน้ำต้นทุนภายใต้สถานการณ์จำลอง (Scenario) ต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม พร้อมทั้งจัดทำแผนที่เสี่ยงภัย (Risk Map) เพื่อสื่อสารและเตือนเกษตรกรในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงไม่ให้ลงทุนซ้ำซ้อนจนเกิดความเสียหาย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ