นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ได้พิจารณาแนวทางและแผนงานการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทางยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยเห็นชอบในหลักการให้ปรับเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายของภาคเอกชนจากเดิม 5% เป็น 6% และมอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานรับไปดำเนินการออกประกาศกรมธุรกิจพลังงานเพื่อปรับเพิ่มอัตราสำรอง โดยให้มีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน
ทั้งนี้ หากโรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันบางรายประสบปัญหาด้าน Facility เพื่อรองรับการสำรองน้ำมันให้ผู้ค้าขอยื่นผ่อนผันและจะมีการพิจารณาเป็นรายๆ ไป
สำหรับการปรับเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันตามกฎหมายของภาคเอกชนเป็น 6% จะทำให้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้เพิ่มขึ้นจาก 36 วัน เป็นประมาณ 43 วันของความต้องการใช้ในประเทศ หรือประมาณ 28 ล้านบาร์เรล พร้อมกันนี้ กบง.ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ไปกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นให้เหมาะสม เพื่อชดเชยภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับอัตราสำรอง
รมว.พลังงาน กล่าวว่า แผนงานการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทางยุทธศาสตร์ของประเทศที่เป็นการสำรองของภาครัฐ จะมีการพิจารณารูปแบบองค์กรและการบริหารจัดการที่เหมาะสมสำหรับประเทศ และนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง.ยังอนุมัติเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการชดเชยราคาน้ำมันแก๊สโซฮอลที่ผสมเอทานอลจากมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นจากเดิมวงเงิน 180 ล้านบาท เป็น 222 ล้านบาท โดยใช้ราคามันเส้นที่โรงงานเอทานอลซื้อจากคลังกลางเฉลี่ยเท่ากับ 7.9479 บาท/กก. และขยายระยะเวลาการชดเชยเป็น 5 เดือนนับตั้งแต่วันที่มีการซื้อขายมันเส้นจากคลังกลางขององค์การคลังสินค้า(อคส.)