ซิตี้กรุ๊ป ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐเมื่อพิจารณาในแง่ของสินทรัพย์ รายงานว่า กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปีนี้ ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 2.9 พันล้านดอลลาร์ หรือ 95 เซนต์ต่อหุ้น จากระดับ 3.34 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ปีที่แล้ว
ตัวเลขกำไรที่ลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากยอดขาดทุนมูลค่า 424 ล้านดอลลาร์ อันเนื่องมาจากการขายหุ้นจำนวน 10.1% ในบริษัท เอเคแบงก์ ทีเอเอส ของตุรกี นอกจากนี้ ซิตี้กรุ๊ปยังขาดทุนมูลค่า 920 ดอลลาร์ในธุรกิจซิตี้ โฮลดิ้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปีที่แล้วที่ระดับ 661 ล้านดอลลาร์
ซิตี้กรุ๊ปเปิดเผยว่า หากไม่นับรวมการขาดทุนที่เกิดจากการขายหุ้นเอเคแบงก์แล้ว กำไรต่อหุ้นของบริษัทจะอยู่ที่ 1 ดอลลาร์ และกำไรสุทธิจะลดลง 1% จากไตรมาส 2 ปีที่แล้ว
ผลประกอบการล่าสุดของซิตี้กรุ๊ปสะท้อนให้เห็นถึงภาวะอ่อนแอของภาคธนาคารของสหรัฐ หลังจากที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เจพีมอร์แกน เชส ธนาคารรายใหญ่สุดของสหรัฐ ขาดทุนในธุรกิจเทรดดิ้งเป็นวงเงินสูงถึง 4.4 พันล้านดอลลาร์ จากหน่วยงาน Chief Investment Office ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านบริหารความเสี่ยงของเจพี มอร์แกน ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะขาดทุน 4 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้กำไรไตรมาสสองร่วงลง 9% มาอยู่ที่ระดับ 4.96 พันล้านดอลลาร์ จากไตรมาสสองปีที่แล้วที่ระดับ 5.43 พันล้านดอลลาร์ หรือปรับตัวลดลงสู่ระดับ 1.21 ดอลลาร์ต่อหุ้น จากระดับ 1.27 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ในช่วงปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา มูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของเจพีมอร์แกน, ซิตี้กรุ๊ป, โกลด์แมน แซคส์ และมอร์แกน สแตนลีย์ ลง 2 ขั้น โดยมูดีส์กล่าวว่า ธนาคารทุกแห่งที่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงสูงที่จะขาดทุนจากการลงทุนในตลาดทุน นอกจากนี้ แนวโน้มของศักยภาพในการทำกำไรระยะยาวและการเติบโตของธนาคารทั้ง 15 แห่ง ก็ลดน้อยลงด้วย