แนวโน้มเงินบาทยังมีโอกาสอ่อนค่าได้ต่อ หลังจากที่เมื่อคืนไปทดสอบระดับ 32.50 บาท/ดอลลาร์ แต่ยังไม่ผ่าน ซึ่งหากผ่านไปได้ในวันนี้ก็จะเป็นการอ่อนค่ามากสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 53
"ถ้าวันนี้เงินบาทอ่อนค่าหลุดระดับ 32.50 ก็จะเป็นการอ่อนค่าสุดในรอบ 3 ปี เพราะช่วงนั้น(3 ปีก่อน)อยู่ที่ 32.48/49 แต่เมื่อคืนไป test ที่ 32.50 แต่ยังไม่ผ่าน วันนี้มีโอกาสจะไป test อีกครั้ง ถ้าผ่านไปได้บาทคงขยับขึ้นไปอีกเยอะพอสมควร เพราะทะลุ 3 ปีขึ้นไป และเห็นเป็นขาขึ้น(อ่อนค่า)ได้ชัดเจนขึ้น" นักบริหารเงิน ระบุโดยการอ่อนค่าของเงินบาทเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินในภูมิภาคที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจัยสำคัญที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ได้ตัดสินใจจะทยอยปรับลดมาตรการ QE ลง ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ต้นปีหน้า ในขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศเริ่มอ่อนลงแล้ว ตราบใดที่ยังไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรง
นักบริหารเงิน คาดว่า วันนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.38-32.57 บาท/ดอลลาร์
ล่าสุด SPOT อยู่ที่ระดับ 32.5088 บาท/ดอลลาร์ ส่วน THAI BAHT FIX 3M อยู่ที่ 2.06492% และ THAI FIX 6M อยู่ที่ 2.11060%
- ปัจจัยสำคัญ
- เปิดตลาดเช้านี้ เงินเยนอยู่ที่ระดับ 104.30/33 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเย็นวานนี้ที่ระดับ 103.96 เยน/ดอลลาร์
- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.3640/3642 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.3681 ดอลลาร์/ยูโร
- อัตราแลกเปลี่ยนบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของ ธปท.อยู่ที่ระดับ 32.3840 บาท/ดอลลาร์
- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (19 ธ.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง
- ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวอย่างผันผวนในช่วงเช้าวันนี้ โดยดัชนี MSCI Asia Pacific ขยับลง 0.1% แตะระดับ 138.24 จุด เมื่อเวลา 10.02 น.ตามเวลาโตเกียว เนื่องจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงลงก่อนที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะแถลงมติการประชุมในวันนี้ ขณะที่ตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวเพิ่มขึ้น
- วานนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เริ่มต้นการประชุมนโยบายเป็นระยะเวลา 2 วันซึ่งจะสิ้นสุดในวันนี้ โดยคาดว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายจะหารือกันในเรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นและตลาดการเงินโลก จากการที่เฟดตัดสินใจปรับลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมครั้งล่าสุด
- สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองเดือนพ.ย.ร่วงลง 4.3% สู่ระดับ 4.90 ล้านยูนิต ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 1 ปี และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงแตะระดับ 5.03 ล้านยูนิต จากเดือนต.ค.ที่ระดับ 5.12 ล้านยูนิต
- ธนาคารกลางจีนประกาศอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดเงินผ่านปฏิบัติการอัดฉีดสภาพคล่องระยะสั้น(SLO) ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ธนาคารกลางจีนสามารถควบคุมอุปสงค์และอุปทานของสภาพคล่องระยะสั้นได้ อีกทั้งยังสามารถป้องกันความผันผวนรุนแรงในตลาดเงิน
- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักกว่า 3% เมื่อคืนนี้ โดยสัญญาปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ตัดสินใจปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมครั้งล่าสุด โดยสัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. ร่วงลง 41.4 ดอลลาร์ หรือ 3.35% 1,193.6 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนสัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค.ลดลง 87.3 เซนต์ ปิดที่ 19.186 ดอลลาร์/ออนซ์
- สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส(WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค.เพิ่มขึ้น 97 เซนต์ ปิดที่ 98.77 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยสัญญาเดือนม.ค.ได้ครบกำหนดส่งมอบแล้วในวันพฤหัสบดี 19 ธ.ค. ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ที่ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือนม.ค. ดีดขึ้น 66 เซนต์ ปิดที่ 110.29 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นในกรอบที่จำกัด เพราะตลาดได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 14 ธ.ค. พุ่งขึ้น 10,000 ราย สู่ระดับ 379,000 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 9 เดือน สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 334,000 ราย จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 368,000 ราย