PwC เผย CEO เอเปกมองไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดน่าลงทุนแม้ศก.ชะลอ แซงมาเลย์-ญี่ปุ่น

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday November 17, 2015 14:48 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นาย ศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหารและหุ้นส่วน บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจ APEC CEO Survey 2015: ‘CEO confidence in Asia Pacific shaken but strong’ ที่ใช้เผยแพร่ในการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC CEO Summit ประจำปี 2558 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งทำการสำรวจซีอีโอและผู้นำในอุตสาหกรรมชั้นนำ จำนวน 800 ราย ใน 52 เขตเศรษฐกิจรวมทั้งสมาชิกกลุ่มเอเปก 21 ประเทศว่า ซีอีโอเอเปกมีความมั่นใจต่อการเติบโตของธุรกิจและการเพิ่มขึ้นของรายได้ในอีก 12 เดือนข้างหน้าลดลง เหลือเพียง 28% จากปีก่อนที่ความมั่นใจอยู่ในระดับ 46% โดยตัวเลขดังกล่าวถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีนับตั้งแต่ปี 55

“สาเหตุหลักที่ทำให้ความมั่นใจลดลงอย่างมีนัยในปีนี้เป็นเพราะเศรษฐกิจจีนที่เริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวตั้งแต่เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ทำให้ความต้องการบริโภคในตลาดและการค้า การลงทุนชะลอตัวตามลงไปด้วย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว ได้ขยายวงกว้างและส่งผลกระทบไปยังกลุ่มตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความมั่นใจของซีอีโอเอเปกโดยรวม" นาย ศิระ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจพบว่าแม้ความมั่นใจต่อการเติบโตของธุรกิจและรายได้ในปีหน้าจะลดลง แต่ซีอีโอเอเปกถึง 53% วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในภูมิภาคในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดยส่วนใหญ่ (68%) มองว่าการกระจายการลงทุนใหม่ๆ จะอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจเอเปก โดยประเทศ 5 อันดับแรกที่ซีอีโอเอเปกจัดให้เป็นตลาดที่น่าลงทุนในอีก 12 เดือนข้างหน้า ได้แก่ อันดับ 1 สาธารณรัฐประชาชนจีน (53%), อันดับ 2 อินโดนีเซีย เวียดนาม และ สหรัฐอเมริกา (52% เท่ากัน), อันดับ 3 สิงคโปร์ (46%), อันดับ 4 ฟิลิปปินส์ (45%) และอันดับ 5 ไทย (42%) ซึ่งขยับขึ้นจากปีก่อนที่อันดับ 8 และนำหน้ามาเลเซีย และ ญี่ปุ่น (40% เท่ากัน)

“แม้ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว แต่ก็ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจลงทุน นั่นเพราะเราเป็นฐานการผลิตการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรรายใหญ่รายหนึ่งของโลก ขณะที่ระบบการเงินการธนาคารของเราก็มีความเข้มแข็งกว่าในอดีตเยอะ นอกจากนี้ หากเปิดเออีซี ไทยยังมีความได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลางอาเซียนในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์กลางโลจิสติกส์ หรือ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลก อย่างก็ไรดี เราต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถและความน่าสนใจของไทย ไม่ให้แพ้เพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งทั้งสองตลาดมีขนาดใหญ่ และค่าจ้างแรงงานยังถูกกว่าไทยมาก"

นายศิระ กล่าวว่า การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยส่งผลให้ประเทศสามารถฟื้นตัวได้ในระยะยาว ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง และ ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง โดยมองว่า ความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มขึ้นของการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในหมู่ภาคธุรกิจ ผนวกกับ นโยบายหรือสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติจะยังทำให้ไทยมีความน่าดึงดูดในระยะยาว

ทั้งนี้ ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ที่ประกาศโดยคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เติบโตที่ 2.9% จาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณการปรับตัวที่ดีขึ้นอย่างช้าๆ

ในด้านการเจรจากรอบการค้าเสรีในภูมิภาค นายศิระ กล่าวว่า ซีอีโอเอเปกส่วนใหญ่ต่างเห็นประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าที่หลากหลาย โดย 1 ใน 4 ของซีอีโอที่ทำการสำรวจเชื่อว่า การจัดตั้งเขตการค้าเสรีของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia Pacific: FTAAP) จะเกิดเป็นรูปเป็นร่างได้ในปี 2563 ขณะที่ซีอีโอเอเปก 35% ยังมองว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะเปิดในปลายปีนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการค้า การลงทุนของธุรกิจในภูมิภาค และอีก 24% คาดว่า ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership: TPP) จะช่วยเพิ่มการส่งออกและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเปก

ด้านนาย เดนนิส เอ็ม แนลลี่ ประธาน บริษัท PricewaterhouseCoopers International Ltd. กล่าวว่า กระแสเศรษฐกิจยุคแบ่งปัน (Sharing economy) ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำไปสู่การลงทุนด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของธุรกิจในกลุ่มเอเปก สอดคล้องกับผลการศึกษาเกี่ยวกับแนวโน้มการวิจัยและพัฒนาของ Strategy&ที่พบว่า เอเชียกลายเป็นแหล่งของการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาองค์กร (Corporate R&D) อันดับหนึ่งของโลก (35%) แซงหน้าทวีปอเมริกาเหนือที่ 33% และยุโรปที่ 28%


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ