ข่าวอินโฟเควสท์
21:02 ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงเกือบ 200 จุด บ่งชี้วอลล์สตรีทปรับตัวลง หุ้นเซมิคอนดัคเตอร์ฉุดตลาด   ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าร่วงลงเกือบ 200 จุดในวันนี้ บ่งชี…
20:32 โฆษกนายกฯอังกฤษชี้ภาคธุรกิจต่างให้การสนับสนุนร่างข้อตกลง Brexit   โฆษกของนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า ภาคธุรกิจของอังกฤษต่างก็ให้…
20:16 อิรักเผยสามารถเริ่มต้นส่งออกน้ำมันจากแหล่งใกล้เมืองเคอร์คุกแล้ว   กระทรวงน้ำมันของอิรักเปิดเผยว่า อิรักได้เริ่มต้นส่งออกน้ำมันที่ผลิตจากบ่อน้ำม…
19:47 แหล่งข่าวเผย"แอปเปิล"ทำข้อตกลงกับ A24 ผลิตภาพยนตร์ให้กับบริษัท   แหล่งข่าวระบุว่า บริษัทแอปเปิล อิงค์ได้ทำข้อตกลงกับบริษัท A24 ซึ่งเป็นบริษัทใน…
19:24 "แลร์รี่ ซัมเมอร์ส"คาดสหรัฐมีโอกาส 50% เผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอีก 2 ปี   นายแลร์รี่ ซัมเมอร์ส อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ คาดการณ์ว่า สหรัฐมีโอกาส 5…

โฆษก รบ.แจงใช้งบประมาณขาดดุลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นผลดีระยะยาว แม้กระทบอันดับการแข่งขันของ IMD

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2561 09:38:00 น.

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดย IMD ประจำปี 2561 ซึ่งประเทศไทยมีอันดับลดลงจากอันดับที่ 27 เมื่อปีที่แล้ว เป็น อันดับที่ 30 ในปีนี้ ว่า สาเหตุหลักส่วนหนึ่งมาจากการใช้นโยบายงบประมาณขาดดุลของรัฐบาล เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้กระทบต่อปัจจัยการประเมินด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ โดยเชื่อว่าเป็นผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวการลงทุนนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของประเทศและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม"

ขณะที่ประสิทธิภาพของรัฐเรื่องอื่น ๆ ที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก เช่น การแก้ไขกฎระเบียบและปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐให้มีความสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจ การปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราภาษีการบริโภค การสร้างแรงจูงใจในการลงทุน ฯลฯ

ส่วนปัจจัยการประเมินอีก 3 ด้าน คือ ด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะสาธารณูปโภคพื้นฐาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากการลงทุนของรัฐบาล มีอันดับดีขึ้น และด้านสภาวะเศรษฐกิจกับด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจนั้น มีอันดับคงเดิม

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำว่าแม้ว่าอันดับโดยรวมของไทยจะลดลง เป็นทิศทางเดียวกับประเทศอื่นในอาเซียน แต่คะแนนดิบที่ได้รับคือ 79.450 ซึ่งยังคงสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของโลกที่ 76.61 และอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซียเช่นเดียวกับปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านอื่น ๆ เช่น ด้านสังคม การศึกษา และสาธารณสุขเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมให้อันดับของไทยดีขึ้นต่อไป

"นายกฯ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่นักการเมืองบางคนวิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีไม่มีพื้นฐานการศึกษาด้านเศรษฐกิจ และ 4 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศยังโตไม่มากนัก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ว่า รัฐบาลนี้ทำงานเป็นทีมและมีทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง มีผลงานที่ชัดเจน ทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นเรื่อย ๆ จากที่ดิ่งต่ำสุดและติดลบในช่วงก่อนปี 2557 ขึ้นมาเกือบ 5% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก จึงอยากเตือนว่าไม่ควรออกมาพูดเช่นนี้ เพราะสุดท้ายจะกลับเข้าตัวเอง"

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง