ข่าวอินโฟเควสท์
23:53 ราคาน้ำมัน WTI ดีดตัวทะลุ 59 ดอลลาร์ หลังซาอุฯส่งสัญญาณโอเปกลดการผลิตถึงสิ้นปี   สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ปรับตัวขึ้นในวันนี้ หลังซาอุดีอาระเ…
23:27 ปธ.รัฐสภาเมืองผู้ดีเตือนนายกฯอังกฤษห้ามนำข้อตกลง Brexit เนื้อหาเดิมเข้าโหวตในสภา   นายจอห์น เบอร์คาว ประธานรัฐสภาอังกฤษ ออกโรงเตือนนางเทเรซา เม…
23:06 สื่อฟันธงนายกฯอังกฤษเลื่อนลงมติ Brexit เป็นสัปดาห์หน้า หวั่นล่มเป็นครั้งที่ 3   นายโรเบิร์ต เพสตัน ซึ่งเป็นบรรณาธิการข่าวการเมืองของสถานี ITV ข…
22:47 ตำรวจไล่ล่ามือปืนตุรกีก่อเหตุกราดยิง 3 ศพในเนเธอร์แลนด์   สื่อรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ราย และบาดเจ็บ 9 ราย หลังเกิดเหตุกราดยิงในรถร…
22:39 "เครดิต สวิส"ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ดัชนี S&P 500 ช่วงสิ้นปีนี้ทะลุ 3,000 จุด   ธนาคารเครดิต สวิสคาดการณ์ว่า ดัชนี S&P 500 จะพุ่งขึ้นแตะระด…

สบน.แจงคลังจะจัดหาแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนเหมาะกับโครงการรถไฟไทย-จีน ย้ำไม่มีสัญญาเงินกู้กับ CEXIM

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 23 มกราคม 2562 11:32:25 น.

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับข้อวิจารณ์การกู้เงินจากจีนสำหรับโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา) ว่า การดำเนินความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคเป็นไปตามกรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการกระชับความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ (Framework of Cooperation: FOC) ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2565 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2559

โดยใน FOC ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบในหลักการว่า แหล่งที่มาของเงินทุนสำหรับดำเนินโครงการฯ จะมาจากหลายแหล่ง ประกอบด้วย งบประมาณของรัฐบาลไทย เงินกู้ภายในประเทศ และแหล่งเงินกู้อื่น โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเงินกู้ของฝ่ายจีนจะต้องดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งเงินกู้อื่น

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังพิจารณาจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งมีวงเงินลงทุนรวม 179,412.21 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินงบประมาณ 13,273.89 ล้านบาท และเงินกู้ 166,342.61 ล้านบาท ในส่วนเงินกู้ จะใช้เงินกู้ในประเทศเป็นส่วนใหญ่สำหรับว่าจ้างผู้ประกอบการในประเทศไทยในงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน วงเงินประมาณ 127,784.23 ล้านบาท   หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ของวงเงินกู้ และจะใช้เงินกู้ต่างประเทศสำหรับรายการที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี จากต่างประเทศและใช้จ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศ เช่น งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล งานจัดหาขบวนรถ งานวางราง และการฝึกอบรมบุคลากร ซึ่งมีวงเงินประมาณ 38,558.38 ล้านบาท ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงเห็นควรเปิดกว้างให้สามารถจัดหาเงินกู้ได้ทั้งจากแหล่งเงินในประเทศและต่างประเทศสำหรับนำมาให้การรถไฟแห่งประเทศไทยกู้ต่อเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยให้มากที่สุด

สำหรับข้อกังวลที่ว่าประเทศไทยจะติดกับดักหนี้จีนนั้น สบน.ชี้แจงว่า ประเทศไทยเป็นผู้ลงทุนในโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคเองทั้งหมด ไม่ได้ร่วมลงทุนกับฝ่ายจีน และดำเนินการในพื้นที่ประเทศไทย ประเทศไทยจึงเป็นเจ้าของโครงการแต่เพียงผู้เดียว โดยที่ฝ่ายจีนเป็นเพียงผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีระบบรถไฟความเร็วสูงแก่ประเทศไทยเท่านั้น ปัจจุบันกระทรวงการคลังได้กู้เงินในประเทศสำหรับดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานแล้วบางส่วน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาแหล่งเงินกู้ต่างประเทศเพื่อนำมาใช้จ่ายในส่วนที่มีรายการค่าใช้จ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศ ซึ่งยังไม่ได้มีการผูกพันสัญญาเงินกู้กับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสาธารณรัฐประชาชนจีน (CEXIM) หรือแหล่งเงินกู้ต่างประเทศอื่น ดังนั้น จึงคลายกังวลได้ว่า กระทรวงการคลังจะพิจารณาจัดหาแหล่งเงินทุนที่มีเงื่อนไขและต้นทุนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับดำเนินโครงการดังกล่าว

สำหรับประเด็นความคุ้มค่าในการลงทุนและปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ถึงขนาดสูญเสียความเป็นเจ้าของโครงการให้แก่ฝ่ายจีนนั้น สบน. แจงว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์โครงการ และผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจและการเงิน และคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการด้วยแล้ว โดยเส้นทางรถไฟดังกล่าวเป็นเส้นทางเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเพิ่มศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมทั้งสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ รวมทั้งเชื่อมโยงการขนส่งทางรถไฟกับประเทศในภูมิภาค ซึ่งได้พิจารณาถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในเชิงกว้างมากกว่าการคำนึงถึงผลตอบแทนทางการเงินเพียงอย่างเดียว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง