ศูนย์วิจัยฯ ออมสิน คาด GDP ปี 62 โต 4% ได้แรงขับเคลื่อนจากลงทุนภาครัฐ-มาตรการกระตุ้นศก.

ข่าวเศรษฐกิจ Friday February 1, 2019 16:04 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ศูนย์วิจัยฯ ออมสิน คาด GDP ปี 62 โต 4% ได้แรงขับเคลื่อนจากลงทุนภาครัฐ-มาตรการกระตุ้นศก.

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจ และเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2562 จะขยายตัวอยู่ที่ 4.0% ลดลงจากปี 2561 ที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.2% เป็นผลจากการลงทุนและมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2562 มีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) เม็ดเงินจากมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐวงเงิน 38,730 ล้านบาท ที่เริ่มทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในเดือน ธ.ค.61 ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายประชาชนฐานราก (2) การลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นจากการเบิกจ่ายงบลงทุนตามงบประมาณประจำปี 2562 (3) โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่หลายโครงการมีความคืบหน้า ได้รับการอนุมัติการลงทุนแล้วและคาดว่าจะเร่งก่อสร้างในปี 2562 (4) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงขยายตัวได้เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นเป้าหมายการพักผ่อนของนักท่องเที่ยวทั่วโลก (5) ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่งผลดีต่อต้นทุนภาคการผลิตและการขนส่งชดเชยต้นทุนทางการเงินที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ได้แก่ (1) การส่งออกสินค้าอาจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า (2) การเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐอาจต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่มีความซับซ้อนด้านกระบวนการ (3) การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบ 7 ปี ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในระยะแรก จะส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อและการบริโภคของประชาชนชะลอตัว (4) การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอย่างต่อเนื่อง และแรงส่งจากมาตรการปรับลดภาษีรายได้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีกำลังอ่อนลง ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ (5) การดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจหลัก ส่งผลให้ตลาดการเงินมีความผันผวนมากยิ่งขึ้น และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของไทย

ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี จากดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล ซึ่งเป็นผลจากการเกินดุลการค้าและบริการ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอตัวจากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับเพิ่มอย่างช้า ๆ ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีแรงกดดันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทย ลดระดับดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายลงเล็กน้อย รวมถึงการออกมาตรการ Macro Prudential เพื่อจำกัดความเสี่ยงเฉพาะจุด เช่น (1) มาตรการกำกับในภาคอสังหาริมทรัพย์ (2) มาตรการสินเชื่ออุปโภคบริโภค ทั้งบัตรเครดิตและจำนำทะเบียนรถ (3) การกำกับดูแลสหกรณ์ที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และเป็นผลดีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ