ข่าวอินโฟเควสท์
12:49 King Power ส่งแคมเปญ Summer Surprise ลุยตลาดออนไลน์ เอาใจนักช้อปตัวจริง!!   King Power จัดแคมเปญ Summer Surprise ต้อนรับเทศกาลท่องเที่ยวและวันห…
12:41 ภาวะตลาดหุ้นไทย: ปิดเช้าลบ 0.63 จุด ซึมลง-วอลุ่มบางตอบรับความเชื่อมั่นหดหายหลังผลเลือกตั้งไม่ชัดเจน   ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดช่วงเช้าวันนี้ที่ระดับ…
12:35 BIG LOT: รายการซื้อขายบิ๊กล็อตตลาดหุ้นไทยเช้านี้ (By Time)   หลักทรัพย์ จำนวนหุ้น มูลค่า ราคาเฉลี่ย เวลา (พันบาท) (บาท) SCC 95,000 45,600.00 48…
12:35 BIG LOT: เช้านี้ SCC มูลค่าสูงสุด 45.60 ลบ.ราคาเฉลี่ย 480 บ./หุ้น   พบ SCC มีมูลค่าสูงสุด 45.60 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 480 บาท รายงานหลังปิดท…
12:26 พาณิชย์ เผยการค้าชายแดน 2 เดือนแรกปีนี้ยังโตต่อเนื่องที่ 2.19 แสนลบ. มั่นใจทั้งปีโตตามเป้า 15%   นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเ…

(เพิ่มเติม) พาณิชย์ เผย ม.ค.62 ส่งออก ติดลบ 5.65% นำเข้าโต 13.99% ขาดดุลการค้า 4,032 ล้านเหรียญฯ

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 12:26:22 น.

กระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือน ม.ค.62 การส่งออก มีมูลค่า 18,993.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ติดลบ 5.65% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 23,026.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 13.99% ส่งผลให้เกิดการขาดดุลการค้า 4,032 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า การส่งออกของไทยในเดือนม.ค.62 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงกดดันจากภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัว และอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่ชะงักงัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากประเด็นข้อพิพาททางการค้าที่ยังคงยืดเยื้อทำให้เกิดการชะลอคำสั่งซื้อ รวมทั้งผลจากปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเกิดใหม่

ทั้งนี้ การส่งออกเดือนม.ค.62 ยังคงติดลบต่อเนื่อง 3 เดือน จากเดือนพ.ย. และ ธ.ค.61 เป็นผลมาจาก 5 ปัจจัยหลักที่สำคัญ คือ 1.สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังคงยืดเยื้อ 2.ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงจากระดับ 70 ดอลลาร์/บาร์เรล ลงมาอยู่ระดับ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล 3.มูลค่าการส่งออกทองคำลดลง 36% 4.การส่งออกรถยนต์ในเดือน ม.ค.ติดลบ และ 5.ภาวะเงินบาทแข็งค่า ซึ่งกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร และทำให้รายได้จากการส่งออกที่กลับมาในรูปเงินบาทลดลง

"ปัจจัยที่เป็นปัจจัยผันผวนระยะสั้น คือ ราคาน้ำมัน, ทองคำ และรถยนต์ ซึ่งตรงนี้เราไม่กังวลมากเพราะป็นปัจจัยชั่วคราวในระยะสั้นๆ ซึ่งต่างจากปัจจัยสงครามการค้า เชื่อว่าจะยังคงมีต่อเนื่องไปตลอดทั้งไตรมาสแรก" น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

สำหรับปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการส่งออกซึ่งต้องติดตามต่อเนื่องไปอีก 1-2 ไตรมาส คือ การบังคับใช้ FTA ของเวียดนาม-สหภาพยุโรป และ FTA เวียดนาม-ญี่ปุ่น ตลอดจนกรณีที่สินค้าไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ซึ่งปัจจัยนี้คงไม่สามารถจะมองข้ามได้ เนื่องจากการตั้งราคาสินค้าต่างๆ หากอัตราภาษีต่างกันเพียงเล็กน้อย ก็จะมีผลต่อราคาสินค้าและความสามารถในการแข่งขันให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบได้

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังไม่ค่อยมีการส่งสินค้าที่เป็นกลุ่มเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีเก่า ดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้มีการลงทุนและส่งออกสินค้าที่เป็นเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ตลาดให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ติดลบ 2.9% ลดลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่ส่งออกลดลง คือ ยางพารา, น้ำตาลทราย, มันสำปะหลัง ส่วนข้าวลดลงเล็กน้อย ในขณะที่สินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการยังขยายตัวได้ดี เช่น ผัก ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป, ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป, เครื่องดื่ม เป็นต้น

"สินค้าข้าว, มัน, ยาง มีแนวโน้มการแข่งขันสูงขึ้น จากการนำเข้าที่เริ่มลดลง โดยเฉพาะยางพาราที่จีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้ายางรายใหญ่จากไทย จะเริ่มปลูกยางเอง ทำให้ demand ไม่โต เราอาจจะต้องหันมาจำกัดปริมาณการผลิตยางอย่างจริงจัง...แม้เงินบาทจะอยู่ในระดับ 31 บาท/ดอลลาร์ แต่สินค้าเกษตรไทยยังไปได้ดี เพราะสินค้าเรามีคุณภาพ โดยเฉพาะข้าว, มัน, อาหารทะเล และผลไม้ ดังนั้นเราต้องรักษามาตรฐานในส่วนนี้ไว้" ผู้อำนวยการ สนค.กล่าว

ส่วนการส่งออกไปยังตลาดสำคัญปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ชะลอตัว โดยการส่งออกไปตลาดหลักในภาพรวม ขยายตัว 1.7% ตลาดศักยภาพระดับรอง ติดลบ 8.1% เป็นผลจากการหดตัวของการส่งออกไปจีน ไต้หวัน และฮ่องกง ขณะที่ตลาดศักยภาพรอง ติดลบ 5.2% เนื่องจากการส่งออกไปตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย ละตินอเมริกา แอฟริกา และกลุ่มประเทศ CIS ลดลง

ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกในปี 62 ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงใน 4 ปัจจัยหลัก คือ 1.การชะลอตัวของอุปสงค์ต่างประเทศ 2.ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากอุปทานและสต็อกล้นตลาด กดดันรายได้และการส่งออกของกลุ่มประเทศเกิดใหม่รวมทั้งไทย 3.แนวโน้มเงินบาทแข็งค่าซึ่งเป็นตัวกดดันรายได้ของผู้ส่งออก 4.ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่ยังกดดันบรรยากาศการค้าการลงทุนของโลก

สำหรับเป้าหมายการส่งออกในปีนี้ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ที่ 8% จะมีการทบทวนหรือไม่นั้น น.ส.พิมพ์ชนก ระบุว่า จะขอประเมินภาพรวมการส่งออกในช่วงไตรมาสแรกก่อน แต่ยอมรับว่าการส่งออกในไตรมาสแรกปีนี้ตัวเลขอาจจะออกมาไม่ค่อยดีนัก คงต้องรอให้ปัจจัยที่มีความผันผวนและปัจจัยที่เข้ามากระทบชั่วคราวได้หมดไปก่อน จึงจะสามารถประเมินภาพรวมการส่งออกในปีนี้ใหม่อีกครั้ง

"เป้าทั้งปีจะยังคงไว้ที่ 8% หรือไม่นั้น คงต้องขอดูตัวเลขไตรมาสแรกก่อน รอให้ปัจจัยที่ผันผวนหมดไปก่อน ตัวเลขอาจจะออกมาไม่ค่อยสวยงามนัก แต่เชื่อว่าจะเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 2...ปัจจัยที่คุมไม่ได้ และกระทบกับส่งออกมากกว่าบาทแข็ง คือเรื่องราคาน้ำมัน เพราะหากราคายังลงไปอีก ก็จะมีแนวโน้มกระทบต่อการส่งออกได้มากกว่า" ผู้อำนวยการ สนค.ระบุ

ทั้งนี้ หากจะทำให้การส่งออกเป็นไปตามเป้าหมาย 8% ที่กระทรวงพาณิชย์วางไว้นั้น มูลค่าการส่งออกในแต่ละเดือนจะต้องทำได้ไม่น้อยกว่า 23,000 ล้านดอลลาร์ แต่หากทำได้เดือนละ 22,374 ล้านดอลลาร์ การส่งออกจะเติบโตได้ 5% และหากทำได้เดือนละ 21,915 ล้านดอลลาร์ การส่งออกจะเติบโตได้ 3%

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวด้วยว่า จากภาวะเงินบาทที่แข็งค่า ผู้ส่งออกไทยควรใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ในการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบตลอดจนเครื่องจักร หรือการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ รวมทั้งต้องไม่ลืมทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ

ในภาวะที่การส่งออกไทยเผชิญกับความเสี่ยงที่หลากหลายนั้น ทำให้ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทัน พิจารณากระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดหรือห่วงโซ่อุปทานเป็นหลักเพียงตลาดเดียว รวมถึงเตรียมกลยุทธ์ทางการค้าให้พร้อมอยู่เสมอ เช่น สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ พัฒนาช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง