ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำก.ค.ขยับขึ้นต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนศก.โลก บาทอ่อนค่า, จับตาสงครามการค้า-สัญญาณดอกเบี้ยเฟด

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday July 10, 2019 10:45 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำประจำเดือน กรกฎาคม 2562 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือน มิถุนายน จากระดับ 52.60 จุด มาอยู่ที่ระดับ 56.20 จุด เพิ่มขึ้น 3.60 จุด หรือคิดเป็น 6.84% โดยปัจจัยที่ทำให้ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้นมานั้น นักลงทุนคาดว่าน่าจะมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การอ่อนค่าของเงินบาท สถานการณ์สงครามการค้า และ ความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ตามลำดับ

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำระยะสามเดือนในไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 (ก.ค. – ก.ย.) ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่สองของปี 2562 จากระดับ 47.79 จุด มาอยู่ที่ระดับ 58.18 จุด เพิ่มขึ้น 10.39 จุด หรือคิดเป็น 21.74% โดยดัชนีฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นมานั้น แสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีมุมมองในเชิงบวกต่อแนวโน้มของราคาทองคำในระยะสามเดือนข้างหน้า โดยนักลงทุนคาดว่ามีปัจจัยมาจากความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เงินทุนไหลออกจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สถานการณ์สงครามการค้า ภาวะอัตราเงินเฟ้อ และการอ่อนค่าของเงินบาท ตามลำดับ

สำหรับการคาดการณ์ราคาทองคำเดือน กรกฎาคม 2562 ของผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่มีมุมมองดังนี้ Gold Spot ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 1,363 – 1,458 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ด้านราคาทองคำแท่งในประเทศความบริสุทธิ์ 96.5% ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 20,000 – 21,000 บาท ต่อน้ำหนัก 1 บาททองคำ และด้านค่าเงินบาทไทยให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 30.24 – 31.16 บาทไทยต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งนี้ การลงทุนในทองคำช่วงเดือน กรกฎาคม 2562 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ให้ความเห็นว่าราคาทองคำในช่วงเดือนที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้าการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดภาวะ Overbought กล่าวคือมีแรงซื้อมากเกินไป จนทำให้เกิดแรงเทขายกดดันราคาทองคำปรับตัวลดลง ทั้งนี้หากแรงเทขายไม่มากนัก และราคาทองคำเคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 1,381 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ได้ จะทำให้ราคาทองคำมีแนวโน้มเป็นบวกมากขึ้น โดยคาดว่าราคาทองอาจทดสอบแนวต้านที่บริเวณ 1,439 – 1,461 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์

โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป กลุ่มตัวอย่างให้ความเห็นว่า จากการรายงานข่าวผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรปมูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งการประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรปของสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และจีนกลับมาเปิดเจรจาทางการค้ากันอีกครั้ง

2.นโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) กลุ่มตัวอย่างให้ความเห็นว่านักลงทุนหวังจับสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรที่สูงเกินคาดในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ มีกำหนดแถลงนโยบายการเฟดรอบครึ่งปีต่อคณะกรรมาธิการบริการด้านการเงินแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และจากนั้นจะแถลงนโยบายการเงินรอบครึ่งปีต่อคณะกรรมาธิการด้านการธนาคารแห่งวุฒิสภาสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคมนี้

3.สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กลุ่มตั้วอย่างให้ความเห็นว่านักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับการเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น นับตั้งแต่เกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในอ่าวโอมาน ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน แต่อิหร่านปฏิเสธความเกี่ยวข้อง

4.สถานการณ์การเมืองในอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างให้ความเห็นว่า ความคืบหน้าทางการเมืองอังกฤษนายบอริส จอห์นสัน กลายเป็นตัวเก็งอย่างชัดเจนที่จะมาแทนที่นางเทเรซา เมย์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีอังกฤษจากการลงมติในช่วงที่ผ่านมา หลังจากนายบอริสฯ ได้รับคะแนนเสียงอย่างท้วมท้นในการลงมติเลือกผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมของอังกฤษ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ