ครม.เห็นชอบโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง 2.4 หมื่นลบ.-ขยายเวลาและวงเงินสินเชื่อ 4 โครงการ

ข่าวเศรษฐกิจ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562 16:53 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง ระยะที่ 1 งบประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ตามที่คณะกรรมการการยางไทย ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานเสนอ โครงการประกันรายได้เกษตรกร ระยะที่ 1 กำหนดระยะเวลาประกันรายได้ไว้ที่ 6 เดือน เริ่มเดือนตุลาคม 2562 ถึงเดือนมีนาคม 2563 โดยประกันรายได้ในยาง 3 ชนิด คือ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา 60 บาท/กก., น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา 57 บาท/กก. และ ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคา 23 บาท/กก. โดยกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก.ไร่/เดือน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้ที่แน่นอนจากการประกันรายได้ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และมีความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งจะครอบคลุมเกษตรกรจำนวน 1.4 ล้านคน พื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทยก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 และเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางแจ้งขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่การยางไทยกำหนด โดยเป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดแล้ว สูงสุดรายละไม่เกิน 25 ไร่

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในส่วนของการจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกำหนดจ่ายให้เร็วขึ้นจากเดิมที่กำหนดจ่าย 2 เดือน 1 ครั้ง โดยให้ ธ.ก.ส. โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยาง โดยกำหนดการแบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวน 60% และคนกรีดยาง 40% โดยใช้เงินทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายไปก่อน และให้ ธ.ก.ส. เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 และปีถัดๆ ไป ตามความเหมาะสม เพื่อชำระคืนเงินต้นและค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังมีมติเห็นชอบ ขยายวงเงินสินเชื่อโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง จาก 1.5 หมื่นล้านบาท เป็น 2.5 หมื่นล้านบาท วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางในการขยายกำลังผลิตหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ณ ที่ตั้งเดิมหรือที่ตั้งใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำ เช่น ถุงมือยาง ยางยืด ยางล้อ ยางที่ใช้ในงานวิศวกรรม เป็นต้น ให้มีการแปรรูปจากเดิมปีละ 60,000 ตัน ต่อปี เป็น 100,000 ตันต่อปี ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2563 – 2569

นอกจากนี้ เห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยางแห้ง วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ออกไปอีก 2 ปี คือ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ถึงเดือนธันวาคม 2564 ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคมนี้ วัตถุประสงค์เพื่อผลักดันราคายางให้สูงขึ้นใกล้เคียงหรือสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร, ลดภาระงบประมาณการจัดซื้อยางและการบริหารจัดการสต็อกยางพาราจากรัฐบาล และช่วยดูดซับยางออกจากระบบประมาณร้อยละ 11 ของผลผลิตยางแห้ง 3.5 แสนตัน จากผลผลิตยางแห้งทั้งปีประมาณ 3.2 ล้านตัน ผ่านกลไกการดำเนินการของผู้ประกอบกิจการยางแห้ง

รวมทั้งขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง วงเงินสินเชื่อ 1 หมื่นล้านบาท ออกไปอีก 4 ปี คือ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ถึง 31 มีนาคม 2567 โดยมีระยะเวลาจ่ายเงินกู้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2566 และกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้คราวละไม่เกิน 12 เดือน นับแต่วันที่กู้ แต่ต้องไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม 2567 วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้กับสหกรณ์ทุกประเภท กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนที่มีการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพารา โดยกู้เงินจาก ธ.ก.ส. ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยาง

และการขยายระยะเวลาและปรับปรุงวิธีการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ออกไปอีก 3 ปี คือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ถึงกันยายน 2565 และให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการเพื่อกำกับดูแล ซึ่งจากเดิมเป็นคณะกรรมการภายในของการยางแห่งประเทศไทย, กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐใช้วัตถุดิบยางพาราหรือผลิตภัณฑ์ยางพาราที่มาจากเกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรชาวสวนยาง ที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดซื้อจากเกษตรกรและสถาบันเกษตรชาวสวนยาง หรือ ยางพาราของรัฐที่ กยท. เก็บรักษาไว้จากเดิมที่ กยท.จะเป็นผู้รับซื้อตามที่หน่วยงานต่างๆ ต้องการ

อีกทั้ง ยังเห็นชอบงบประมาณ ค่าบริหารจัดการโครงการ จำนวน 1.5 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ ประชุมคณะกรรมการ และการติดตามการดำเนินงาน วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ โดยคิดเป็นปริมาณน้ำยางสด จำนวน 1 ล้านตัน ตลอดระยะเวลาโครงการ 3 ปี, กระตุ้นให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มียางพาราเป็นส่วนผสมมาใช้ประโยชน์ในการบริการสาธารณะมากขึ้น และเพิ่มรายได้ให้รายได้ให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ