พาณิชย์ เผยผลสำรวจประเด็นความเสี่ยงธุรกิจของ WEF เพื่อเตือนให้หาแนวทางรองรับและป้องกัน มั่นใจเศรษฐกิจไทยรับมือได้

ข่าวเศรษฐกิจ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 16:43 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

พาณิชย์ เผยผลสำรวจประเด็นความเสี่ยงธุรกิจของ WEF เพื่อเตือนให้หาแนวทางรองรับและป้องกัน มั่นใจเศรษฐกิจไทยรับมือได้

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวถึงกรณีที่สภาธุรกิจโลก หรือ World Economic Forum มีการศึกษาเรื่องความเสี่ยงในระดับโลกและระดับภูมิภาคในการทำธุรกิจ (Regional Risk of Doing Business 2019) ว่า รายงานของ WEF จัดทำขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ประเทศต่าง ๆ เตรียมการรองรับในระยะยาว และอยากให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น โดยในส่วนของไทย นโยบายหลายอย่างของรัฐบาลที่ดำเนินการอยู่ ถือว่าจะเร่งปิดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ประเด็นความเสี่ยงที่ WEF ได้จากการสำรวจความเห็นของภาคธุรกิจนั้น ถือเป็นประเด็นที่เตือนล่วงหน้า (early warning) ให้ประเทศต่าง ๆ มีแนวทางรองรับและป้องกัน ซึ่งในส่วนของไทยหลายด้านได้มีมาตรการออกมาล่วงหน้าแล้ว และอีกบางด้านก็กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งการปรับตัวเพื่อรองรับความเสี่ยงเหล่านี้ ถือว่าประเทศไทยมีจุดแข็งหลายด้าน ที่จะทำให้เราเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งความเข้มแข็งของเศรษฐกิจมหภาค ความสามารถและศักยภาพในการปรับตัวของผู้ส่งออกและผู้ประกอบการของไทย

แนวนโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนกลุ่มเกษตรกร และ SME การส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เข้มแข็ง และนโยบายที่จะเดินหน้าพัฒนาภาคบริการใหม่ๆ ที่จะเป็นกลไกสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นให้คนไทยและเศรษฐกิจไทย เช่น ดิจิทัล ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และ Wellness นอกจากนี้ ดังนั้น ประเด็นความเสี่ยงด้านการประกอบธุรกิจของไทย ถือว่ารัฐบาลรับมือไว้แล้ว จึงไม่น่ามีความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจของไทยจะเติบโตต่อไปได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างแน่นอน

"วิธีการที่ WEF ใช้ในการสำรวจความเสี่ยงด้านการประกอบธุรกิจ เป็นลักษณะสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารภาคธุรกิจ โดยให้เลือกจาก 30 ปัจจัยความเสี่ยงที่คาดการณ์ว่าภายใน 10 ปี จะมีความเสี่ยงอะไรที่สำคัญในภูมิภาคนั้น ๆ ที่ธุรกิจต้องติดตาม ซึ่งไม่ได้แปลว่าเกิดปัญหานั้นขึ้นแล้วจริง ๆ แต่เป็นระบบการเตือนภัยให้ต้องหาทางรับมือ รวมถึงไม่ได้ประเมินโอกาส (probability) หรือขนาด (magnitude) ของความเสียหายหากความเสี่ยงประเภทนั้นเกิดขึ้น และผลการสำรวจจะขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคจะให้ความสำคัญกับประเด็นไหน ก็แล้วแต่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนั้น โดยประเทศไทยยังคงต้องศึกษาและติดตามประเด็นต่าง ๆ เพื่อรักษาและขยายความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและฐานะการเงินของประเทศที่ยังดีอยู่ให้เดินหน้าต่อไปได้ ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่มีทิศทางที่ชัดเจน และมีการดำเนินการเป็นรูปธรรม"

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการสำรวจของไทยที่กล่าวถึงเรื่อง asset bubble หรือฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่ใช่เรื่องที่กังวลว่าราคาอสังหาริมทรัพย์สูงเกินไป แต่เกิดจากความกังวลว่าดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มต่ำอย่างต่อเนื่องอาจจะทำให้อสังหาริมทรัพย์ออกมาล้นตลาด (oversupply) ซึ่งประเด็นนี้รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นมาระยะหนึ่งแล้ว จะเห็นได้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ค่อนข้างเข้มงวดออกมานานพอสมควร จึงไม่น่าจะต้องกังวลในระยะต่อไป

สำหรับประเด็นความกังวลเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาลนั้น ในช่วงที่ทำการสำรวจความเห็นเป็นช่วงที่ไทยกำลังอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล แต่ในขณะนี้ รัฐบาลจัดตั้งเรียบร้อย มีการประกาศนโยบายที่ชัดเจน และได้ดำเนินนโยบายและขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ มาเป็นรูปธรรมตามลำดับ การมีเสถียรภาพจึงไม่น่าจะเป็นปัจจัยความเสี่ยงในระยะต่อไป

ในด้าน Cyber attack ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ และมีความพยายามในการป้องกันปัญหามาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับเรื่องปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลเดินหน้าเรื่องการลดการใช้พลาสติค ฟื้นฟูทะเลและสภาพแวดล้อมในที่ต่าง ๆ การสนับสนุนให้ใช้พลังงานทางเลือก การอนุญาตติดโซลาร์เซลส์ที่บ้านและที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น และนโยบายอื่นๆ แต่ทั้งสองประเด็นความเสี่ยงนี้ ไทยอาจจะเพิ่มความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคมากขึ้นได้ เพราะสามารถเรียนรู้และช่วยกันป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นข้ามพรมแดนได้

สุดท้ายคือความเสี่ยงทางด้านสังคม ตรงนี้ต้องถือว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับการดูและกลุ่มต่าง ๆ ที่อาจมีความเสี่ยงมาก เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร มานานแล้ว จะเห็นได้ว่า นโยบายที่ดำเนินการมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน ทั้งการเพิ่มรายได้ผู้สูงอายุ บัตรสวัสดิการประชารัฐ โครงการ ชิม ช็อป ใช้ การสนับสนุนด้านการออมเงินของประชาชน ไปถึงนโยบายประกันรายได้ของสินค้าเกษตรสำคัญ ที่ได้ดำเนินการมาอย่างเป็นรูปธรรม ล้วนแล้วแต่เป็นมาตรการที่จะลดความเสี่ยงทางด้านสังคมของไทย และจะเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากในทุกหน่วยงานต่อไป จึงน่าจะลดความเสี่ยงลงไปได้อย่างมาก


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ