พาณิชย์ เตรียมชงกรอบเจรจา FTA ไทย-อียู และ CPTPP ให้กนศ.พิจารณาภายใน ธ.ค.นี้

ข่าวเศรษฐกิจ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 16:36 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

พาณิชย์ เตรียมชงกรอบเจรจา FTA ไทย-อียู และ CPTPP ให้กนศ.พิจารณาภายใน ธ.ค.นี้

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมรับฟังความเห็นเรื่องการจัดทำกรอบเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) และกรอบเจรจาเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ของไทย เมื่อวันที่ 25 พ.ย.62 ว่าการประชุมครั้งนี้ มีผู้แทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน กลุ่มเกษตรกร และภาคประชาสังคมเข้าร่วมกว่า 200 คน โดยกรมฯ ได้นำเสนอหัวข้อการเจรจาที่คาดว่าจะปรากฏในการทำ FTA กับอียู และที่ปรากฏอยู่แล้วในความตกลง CPTPP เช่น เรื่องการค้าสินค้า, การค้าบริการ, การลงทุน, พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า, กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า, มาตรการเยียวยาทางการค้า, มาตรการปกป้อง, มาตรการสุขอนามัย, อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า, การระงับข้อพิพาท, ทรัพย์สินทางปัญญา, การแข่งขัน, พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ, รัฐวิสาหกิจ, ความโปร่งใส, การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน และความร่วมมือ เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ได้แสดงความเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เช่น เห็นว่ากรอบเจรจาที่จะจัดทำ ควรสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายการพัฒนาประเทศของไทย ควรให้ความสำคัญกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนไม่ส่งผลกระทบหลักประกันสุขภาพของประชาชน รวมทั้งควรให้รัฐยังคงมีอิสระในการกำหนดนโยบายเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นต้น

นางอรมน กล่าวว่า หลังจากนี้ กรมฯ จะนำความเห็นที่ได้ไปประมวลรวมกับผลการศึกษาเรื่องประโยชน์และผลกระทบของการฟื้นการเจรจา FTA ไทย-อียู และผลการวิจัยเรื่องการเข้าร่วมความตกลง CPTPP ของไทย ตลอดจนผลการรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสียทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อจัดทำข้อมูลและยกร่างกรอบเจรจา เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) และคณะรัฐมนตรี พิจารณาตัดสินใจการฟื้นการเจรจา FTA ไทย-อียู และการเข้าร่วมความตกลง CPTPP ของไทยต่อไป ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ พร้อมเสนอต่อ กนศ.ภายในเดือนธันวาคมนี้

ทั้งนี้ อียูเป็นตลาดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก มี GDP กว่า 18.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ประชากรรวมกันกว่า 513 ล้านคน มีความก้าวหน้าทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกื้อหนุนเชิงยุทธศาสตร์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในหลากหลายด้าน ทั้งยังเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 ของไทย

โดยในปี 2561 ไทยและอียูมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 47,341 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 9.4% ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออก 25,068 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และไทยนำเข้า 22,273 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบิน เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม

สำหรับในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2562 (ม.ค.-ต.ค.) ไทยและอียู มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 37,379 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออก 19,918 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้า 17,461 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับ CPTPP ถือเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมกว้าง ทั้งเรื่องการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายนักธุรกิจชั่วคราว พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขัน รัฐวิสาหกิจ การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ แรงงาน และสิ่งแวดล้อม มีสมาชิก 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, แคนาดา, นิวซีแลนด์, ชิลี, เปรู, เม็กซิโก, ญี่ปุ่น, บรูไน, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และเวียดนาม ประชากรรวมอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านคน หรือ 6.7% ของประชากรโลก โดยในปี 2561 ไทยมีมูลค่าการค้ากับสมาชิก CPTPP 11 ประเทศ เป็นมูลค่ารวม 148,429 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30% ของการค้าไทยกับโลก


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ