ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 30.40 อ่อนค่าต่อเนื่องจากช่วงเช้า ตลาดรอดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะประกาศคืนนี้

ข่าวเศรษฐกิจ 17 มกราคม พ.ศ. 2563 17:31 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 30.40 อ่อนค่าต่อเนื่องจากช่วงเช้า ตลาดรอดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะประกาศคืนนี้

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ 30.40 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากเปิด ตลาดเช้าที่ระดับ 30.37 บาท/ดอลลาร์ ระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 30.37-30.53 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากมีแรงซื้อ ดอลลาร์เข้ามา ประกอบกับมีเงินทุนต่างประเทศไหลออก

"บาทอ่อนค่าต่อเนื่องจากแรงซื้อดอลลลาร์ของผู้นำเข้า และมี flow ไหลออก ระหว่างวันไปทำนิวไฮในรอบ 3 เดือน ที่ระดับ 30.53 บาท/ดอลลาร์" นักบริหารเงิน กล่าว

นักบริหารเงิน คาดว่า วันจันทร์เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 30.35-30.50 บาท/ดอลลาร์ นักลงทุนรอดูตัวเลขเศรษฐกิจ สหรัฐฯ คืนนี้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร

  • * ปัจจัยสำคัญ
  • - เงินเยนอยู่ที่ 110.20 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 110.17 เยน/ดอลลาร์
  • - เงินยูโรอยู่ที่ 1.1129 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1135 ดอลลาร์/ยูโร
  • - ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,600.48 จุด เพิ่มขึ้น 4.61 จุด, +0.29% มูลค่าการซื้อขาย 61,064.72 ล้านบาท
  • - สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติขายสุทธิ 1,479.67 ล้านบาท (SET+MAI)
  • - ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 63 จะอยู่ในระดับปานกลาง
2.7% จากปี 62 ที่ขยายตัว 2.5% โดยมองว่าน่าจะได้รับผลบวกจากความต้องการสินค้าส่งออกดีขึ้นล็กน้อย การบริโภคภาคเอกชนพื้นตัว
รวมถึงการให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการลงทุนของภาครัฐอย่างจริงจังมากขึ้นในปีนี้

ธนาคารโลกได้เสนอรัฐบาลให้ออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น โดยต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งฐานะการคลังของประเทศยังมีศักยภาพที่ทำได้ และต้องมีการดูแลผู้มีรายได้น้อยอยู่ในระบบประกันสังคม ดูแลคนจน ผู้สูง อายุ และผู้ตกงาน อีกทั้งต้องเร่งการลงทุนตามแผนการพัฒนาประเทศ 20 ปี โดยเฉพาะโครงการร่วมลงทุนรัฐกับเอกชน (PPP) โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ขณะที่การการพัฒนาเศรษฐกิจไทยระยะยาว ต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ประเทศ เพื่อให้ประเทศก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

  • - ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (Economic Intelligence Center : EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่าเศรษฐกิจ
ไทยปี 2563 จะเติบโตที่ 2.7% ฟื้นตัวเล็กน้อยจากปี 2562 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2.5% ตามภาคส่งออกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่าง
ค่อยเป็นค่อยไปจากภาวะการค้าโลกที่น่าจะปรับดีขึ้นบ้าง ส่วนหนึ่งเกิดจากการบรรลุข้อตกลงทางการค้าระยะแรกระหว่างสหรัฐฯ และจีน
(Phase 1) ที่จะนำไปสู่การยกเลิกและลดภาษีสินค้านำเข้าบางส่วนที่ขึ้นไปก่อนหน้า รวมถึงแนวนโยบายการเงินและการคลังของหลาย
ประเทศทั่วโลกที่มีทิศทางผ่อนคลายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ

ขณะที่ คาดว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าในปีนี้ เพราะยังมีแรงกดดันต่อเนื่อง ไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ประกอบกับ เมื่อเวลาเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่า เพราะความต้องการดอลลาร์ลดลง นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มเงินของทุนไหลเข้าใน ตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นด้วย

  • - ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดแนวโน้มหนี้ครัวเรือนในปี 2563 จะยังเพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงหรือมีโอกาสเติบโตเร็วกว่า
เศรษฐกิจ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนในปี 2563 ขยับขึ้นไปอยู่ในกรอบประมาณ 80.0-
81.5% ต่อจีดีพี
  • - ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) นำคณะผู้บริหาร สรท.เข้าพบนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตค่าเงินบาทต่อภาคการส่งออก และการอำนวยความสะดวกให้แก่
ผู้ประกอบการค้าระหว่างประเทศและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
  • - ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวถึงการลงนามในข้อตกลงเศรษฐกิจการค้าระยะ
แรก ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนว่า นับเป็นข่าวดีต่อประเทศไทย เนื่องจากเป็นสัญญาณบวกชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างสอง
ประเทศที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2562 สหรัฐฯ ได้ปรับลดภาษีสินค้าสหรัฐฯ กลุ่ม 1.2 แสนล้านดอลลาร์
สหรัฐ เหลืออัตรา 7.5% (จากเดิม 15%) และชะลอการเก็บภาษีสหรัฐฯ เพิ่มเติม ตลอดจนเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2563 สหรัฐฯ ปรับ
สถานะประเทศจีนด้านค่าเงินให้ดีขึ้น โดยยกเลิกการขึ้นบัญชีดำจีนในฐานะประเทศบิดเบือนค่าเงิน (US currency manipulator
list) เหลือแค่การอยู่ในกลุ่มประเทศที่เฝ้าจับตา (watch list) ซึ่งสัญญาณบวกเหล่านี้เมื่อประกอบกันแล้ว จะช่วยลดแรงกดดันและ
สร้างบรรยากาศการค้าโลกให้ดีขึ้น และเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจนักลงทุน
  • - หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์การสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่า ข้อตกลงด้านการค้าและเศรษฐกิจเฟสแรกที่สหรัฐและ
จีนได้ลงนามร่วมกันนั้น นับเป็นสัญญาณบวก และจะช่วยลดความไม่แน่นอนบางประการลง
  • - สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2562 ขยาย
ตัว 6% เมื่อเทียบเป็นรายปี ส่วน GDP ตลอดปี 2562 ขยายตัว 6.1% โดยอยู่ในกรอบเป้าหมายรายปีของรัฐบาลซึ่งกำหนดไว้ที่ 6% -
6.5%
  • - รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยรายงานคาดการณ์ล่าสุดว่า รัฐบาลจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดยอดขาดดุลการคลังได้ภายใน
ปีงบประมาณ 2568 โดยญี่ปุ่นจะยังคงขาดดุลการคลังซึ่งไม่ได้รวมการชำระหนี้ แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจเชิง
บวกมากที่สุดก็ตาม
  • - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เผยเตรียมเสนอชื่อนายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ซึ่งเป็นรองประธานบริหารและผู้
อำนวยการฝ่ายวิจัย ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ และนางจูดี้ เชลตัน ซึ่งเป็นกรรมการผู้บริหารของธนาคารเพื่อการฟื้นฟู
และพัฒนายุโรป (EBRD) เข้ารับตำแหน่งคณะกรรมการของธนาคารกลางสหรัฐ

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ