ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 30.50/51 อ่อนค่าจากเช้า มองกรอบพรุ่งนี้ 30.40-30.55 คาดธุรกรรมเบาบางช่วงเทศกาลตรุษจีน

ข่าวเศรษฐกิจ 23 มกราคม พ.ศ. 2563 17:42 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 30.50/51 อ่อนค่าจากเช้า มองกรอบพรุ่งนี้ 30.40-30.55 คาดธุรกรรมเบาบางช่วงเทศกาลตรุษจีน

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 30.50/51 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากช่วง เช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 30.37/40 บาท/ดอลลาร์

ช่วงนี้ตลาดเริ่มเข้ามาในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงและให้ผลตอบแทนสูง หลังจากที่สหรัฐฯ และจีนสามารถมีข้อตกลงทางการ ค้าในเฟสแรกร่วมกันได้ ประกอบกับล่าสุดเมื่อวานนี้ กระทรวงพาณิชย์ของไทยประเมินว่าแนวโน้มการส่งออกในปี 63 จะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

"ตอนนี้ตลาด Risk on (Risk on Sentiment) เต็มที่ หลังจากที่สหรัฐฯ และจีนเปิดเจรจาการค้า เฟส 1 ไปแล้ว เมื่อวานนี้กระทรวงพาณิชย็์ก็มองแนวโน้มส่งออกไทยปีนี้จะดีขึ้น" นักบริหารเงินระบุ

อย่างไรก็ดี ต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) วันนี้ว่าจะมีมติในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่าง ไร แต่ทั้งนี้ส่วนใหญ่ตลาดคาดการณ์ว่า ECB จะคงดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม

นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 30.40 - 30.55 บาท/ดอลลาร์ อย่างไรก็ดี วันพรุ่งนี้ธุรกรรม ในตลาดเงินหลายประเทศอาจเบาบางลง เนื่องจากตลาดปิดทำการในวันตรุษจีน

  • * ปัจจัยสำคัญ
  • - เงินเยนอยู่ที่ระดับ 109.51/53 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 109.60/80 เยน/ดอลลาร์
  • - เงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1084/1087 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1080/1095 ดอลลาร์/ยูโร
  • - ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,573.70 จุด ลดลง 0.89 จุด (-0.06%) มูลค่าการซื้อขาย 61,984 ล้านบาท
  • - สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติขายสุทธิ 698.17 ลบ.(SET+MAI)
  • - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวคิดการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ในกรณีที่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณราย
จ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 อาจล่าช้าออกไปเนื่องจากปัญหา ส.ส.เสียบบัตรแทนกันในการลงมติรับร่างกฎหมายดังกล่าวว่า จาก
การหารือกับกระทรวงการคลังเห็นว่ายังไม่สมควรออก พ.ร.ก.ในขณะนี้ จึงมอบหมายกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณไปหารือเพื่อ
เตรียมแผนสำรองไว้หากเกิดคามล่าช้าขึ้น แต่ยอมรับว่ากรณีดังกล่าว อาจกระทบทำให้เม็ดเงินลงทุนภาครัฐล่าช้าออกไป แต่จะไม่มีผลต่องบ
ประจำและงบบุคลากรมากนัก
  • - ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไตรมาส 1/63 คาดว่าดัชนีจะที่ระดับ 46.6 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/62 ซึ่ง
อยู่ที่ระดับ 46.1 ทำให้เห็นว่าผู้ประกอบการ SMEs ของไทยยังมีความเชื่อว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและธุรกิจของ SMEs ในอนาคตข้างหน้า
จะปรับตัวดีขึ้น อันเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการส่งเสริม SMEs ของภาครัฐทั้งที่ออกมาแล้วและกำลังทยอยออกมาเพิ่ม
เติม เช่น มาตรการต่อเติม เสริมทุน SMEs สร้างไทย รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่จะมีส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน
ในระบบเศรษฐกิจ
  • - รัฐสภาอังกฤษ ได้อนุมัติร่างกฎหมายการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ในขั้นสุดท้ายแล้วเมื่อวานนี้
หลังจากที่สภาสูงล้มเลิกความพยายามที่จะแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจะเปิดทางให้อังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) ได้ใน
สัปดาห์หน้า โดยอังกฤษมีกำหนดถอนตัวออกจาก EU ในวันที่ 31 ม.ค.นี้
  • - ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้สร้างความประหลาดใจให้กับสถาบันการเงินต่างๆ ในวันนี้ ด้วยการตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
ระยะกลางแบบกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (TMLF) อายุ 1 ปีที่ระดับ 3.15% ขณะที่ทำการอัดฉีดเงินกู้บางส่วนเพื่อชดเชยเงินกู้ที่ครบกำหนดไถ่
ถอนในวันนี้
  • - ธนาคารกลางจีน (PBOC) อัดฉีดเงินมูลค่า 2.405 แสนล้านหยวน (ประมาณ 3.49 หมื่นล้านดอลลาร์) เข้าสู่ตลาดการ
เงิน ผ่านโครงการเงินกู้ระยะกลางแบบกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (TMLF) ในวันนี้ เพื่อรักษาสภาพคล่อง โดยโครงการ TMLF ที่ดำเนินการ
ล่าสุดนี้ มีกำหนดระยะเวลาสูงสุดที่ 1 ปี ในอัตราดอกเบี้ย 3.15% เท่ากับโครงการครั้งก่อนหน้า
  • - องค์การอนามัยโลก (WHO) เตรียมจัดการประชุมใหม่อีกครั้งในวันนี้ หลังจากที่ประชุมเมื่อวานเสียงแตกเป็น 2 กลุ่ม
โดยกลุ่มแรก ต้องการให้ประกาศว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพของโลก ขณะที่อีกกลุ่มที่ไม่ต้องการให้มี
การประกาศดังกล่าว และต้องการข้อมูลทางการแพทย์เพิ่มเติม
  • - สำหรับสถานการณ์ล่าสุด พบยอดผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีนเพิ่มขึ้นเป็น
17 ราย ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อทั่วประเทศในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 571 ราย

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ