สคร. ตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ตามแผน-เร่งลงทุนรัฐวิสาหกิจ ผลักดันโครงการ PPP กว่า 90 โครงการ หวังดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ

ข่าวเศรษฐกิจ Friday February 21, 2020 18:36 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ในช่วงความท้าทายของปี 2563 สคร. มีส่วนในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยผ่านการเร่งการลงทุนภาครัฐและโครงการ PPP การจัดเก็บรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามเป้าหมาย และส่งเสริมความเข้มแข็งให้รัฐวิสาหกิจในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวน เพื่อสนับสนุนปีแห่งการลงทุน และการสร้างเสถียรภาพทางการคลังของประเทศตามนโยบายกระทรวงการคลัง นอกจากความท้าทายในระยะสั้นแล้ว ยังเห็นว่าการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มความขีดสามารถในการแข่งขันและเป็นการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว รัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยงานหลักที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในกิจการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่ง สคร. ยังคงต้องขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐวิสาหกิจและการให้เอกชนร่วมลงทุน หรือ PPP อย่างต่อเนื่อง นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการ สคร. รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการประเมินรัฐวิสาหกิจ กล่าวในรายละเอียดว่า ในปี 2563 สคร. ได้กำหนดกิจกรรมหลักตามนโยบายกระทรวงการคลัง ดังนี้ 1. การเร่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ สคร. ได้ให้รัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายให้เร็วขึ้นในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ (Front-Loaded) และหาโครงการลงทุนใหม่ๆ มาเพิ่มเติมในปี 2563 รวมทั้ง สคร. ยังเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่ทำให้การลงทุนติดขัดอีกด้วย นอกจากนี้ได้ยกระดับกลไกการติดตามการลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดย 1.1 ร่วมกับกรมบัญชีกลางในการติดตามความคืบหน้าของโครงการลงทุนที่สำคัญของภาครัฐที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท เป็นต้นไป โดย สคร. จะรับผิดชอบในส่วนของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 1.2 เพิ่มการติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของบริษัทในเครือขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจและรัฐวิสาหกิจประเภทสถาบันการเงิน เพื่อให้การติดตามการลงทุนของรัฐวิสาหกิจครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ปี 2563 มีแผนการเบิกจ่ายประมาณ 350,000 ล้านบาท โดย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2563 มีแผนการเบิกจ่ายสะสม 35,339 ล้านบาท ซึ่งรัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายได้ 37,279 ล้านบาท คิดเป็น 105% ของแผน โดย สคร.ตั้งเป้าหมายให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในปี 2563 จะต้องไม่น้อยกว่า 90% ของแผนเบิกจ่ายทั้งปี 2. การจัดเก็บรายได้แผ่นดินจากรัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่า 50% ในปี 2563 สคร. มีเป้าหมายการจัดเก็บอยู่ที่ 188,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 20,800 ล้านบาท โดยผลการจัดเก็บล่าสุดจนถึงวันที่ 19 ก.พ.63 อยู่ที่ 95,635 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 50% ของเป้าหมาย

"สคร. คาดว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้นำส่งรัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายต่างๆ ของภาครัฐ และสามารถรักษาเสถียรภาพทางการคลังได้" รองผู้อำนวยการ สคร.ระบุ ทั้งนี้ สคร.ให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่รัฐวิสาหกิจในทุกด้าน และจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลังให้ประเทศในระยะยาว สำหรับการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 (พ.ร.บ. พัฒนารัฐวิสาหกิจฯ) ปัจจุบัน คนร. มีองค์ประกอบครบถ้วนแล้ว และคาดว่าจะมีการประชุม คนร. ได้ภายในเดือนมี.ค.63 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนงานต่างๆ ที่สำคัญตาม พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจฯ โดยจะมีการเสนอการจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค. เพื่อใช้ในการจัดทำแผนงานของรัฐวิสาหกิจในปี 2564 รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค.63 เพื่อใช้ในการประเมินผลรัฐวิสาหกิจในปี 64 และกำหนดแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งใช้ร่วมกับหลักการและแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจปี 2562 นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางการจำหน่ายหลักทรัพย์ที่ไม่มีความจำเป็นต้องถือครองเพิ่มเติมอีก 4 แห่ง จากปี 2561-2562 ได้มีการจำหน่ายไปแล้ว 2 แห่ง โดยหลักทรัพย์ที่จะจำหน่ายเพิ่มเติมเป็นบริษัทที่กระทรวงการคลังถือหุ้นในสัดส่วนที่ไม่สูงมาก ด้าน น.ส.ปิยวรรณ ล่ามกิจจา รองผู้อำนวยการ สคร. รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการพัฒนารัฐวิสาหกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการผลักดันโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ในปี 2563 คาดว่าแผนการจัดทำโครงการร่วมลงทุนใหม่จะสามารถนำเสนอคณะกรรมการ PPP ให้ความเห็นชอบได้ ซึ่งทำให้เห็นเป้าหมายของโครงการ PPP ที่ชัดเจน สนับสนุนการลงทุนของประเทศ โดยร่างแผนที่จะเสนอคณะกรรมการ PPP จะมีโครงการ PPP ประมาณ 90 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท มีทั้งโครงการเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม และในปีนี้กฎหมายลำดับรองภายใต้ พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 น่าจะแล้วเสร็จทั้งหมด โดยในปี 2563 จะมีโครงการ PPP ที่สำคัญ ดังนี้ 1.1 โครงการที่จะสามารถลงนามในสัญญาร่วมลงทุนได้ อย่างน้อย 6 โครงการ รวมมูลค่าการลงทุน ประมาณ 385,000 ล้านบาท ได้แก่ 1) โครงการ Motorway สายบางปะอิน-โคราช ในส่วนของ O&M ของกรมทางหลวง (ทล.) 2) โครงการ Motorway สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ในส่วนของ O&M ของ ทล. 3) โครงการจัดประโยชน์ที่ดิน โรงแรมแกรมไฮแอท เอราวัณ ของสหโรงแรม 4) โครงการการจัดให้เช่าที่ราชพัสดุสนามกอล์ฟบางพระ ของกรมธนารักษ์ 5) โครงการศูนย์การขนส่งฯ นครพนม ของกรมการขนส่งทางบก 6) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย 1.2 โครงการที่จะนำเสนอคณะกรรมการ PPP อย่างน้อย 4 โครงการ รวมมูลค่าการลงทุนประมาณ 31,000 ล้านบาท ได้แก่ 1) โครงการเคหะชุมชนเชียงใหม่ (หนองหอย) ของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) 2) โครงการศูนย์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข ของกรมการแพทย์ 3) โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมตามเส้นทางโครงข่ายรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนของ กคช. 4) โครงการการบริหารจัดการท่าเทียบเรือสาธารณะเพื่อขนถ่ายสินค้าเหลว ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจนั้น สคร. ยังคงติดตามการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจที่อยู่ในแผนการแก้ไขปัญหาองค์กรอีก 5 แห่งต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด และจะเสนอแต่งตั้งคณะอนุกรรมการของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ชุดใหม่ เพื่อดูแลรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาเป็นการเฉพาะเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและมีความต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันรัฐวิสาหกิจทั้ง 5 แห่ง มีความคืบหน้าที่สำคัญดังนี้ บมจ. การบินไทย (THAI) ยังคงต้องแก้ไขปัญหาเรื่องการเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและคุณภาพบริการ และที่สำคัญต้องเร่งให้มีการดำเนินโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) ให้ได้โดยเร็ว การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สามารถปิดงบการเงินเป็นปัจจุบันให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบงบได้แล้ว สำหรับสิ่งที่ยังคงต้องติดตามและกำกับอย่างใกล้ชิด คือ การจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ และการให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มาดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความชัดเจนของแผนการก้ไขปัญหาขององค์กรที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงการปรับปรุงแผนฟื้นฟูกิจการตามนโยบายของรัฐกระทรวงคมนาคม และแนวทางการจัดหารถโดยสารใหม่ตามแผนที่จะปรับปรุง บมจ. กสท โทรคมนาคม (CAT) และบมจ. ทีโอที คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ม.ค.63 ได้เห็นชอบการควบรวมแล้ว และต้องดำเนินการควบรวมให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนหลังจากที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ แต่ยังคงมีรายละเอียดจำนวนมากที่ต้องดำเนินการให้สามารถควบรวมได้อย่างไม่มีปัญหา


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ