ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 32.02/04 แนวโน้มพรุ่งนี้มีโอกาสหลุด 32 มองกรอบ 31.90-32.15 จับตามติ กนง.พุธนี้

ข่าวเศรษฐกิจ Monday May 18, 2020 17:38 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 32.02/04 แนวโน้มพรุ่งนี้มีโอกาสหลุด 32 มองกรอบ 31.90-32.15 จับตามติ กนง.พุธนี้

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 32.02/04 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าเล็กน้อย จากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.06 บาท/ดอลลาร์

เงินบาทวันนี้โดยรวมแล้วค่อนข้าง sideway เคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-32.06 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งแม้วันนี้สภาพัฒน์จะเปิด เผย GDP ไตรมาส 1 ที่ลดลง -1.8% และปรับลด GDP ทั้งปีลงเหลือ -5.5% ก็ไม่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินมากนัก เพราะใน ส่วนของ GDP ไตรมาส 1 ที่ออกมายังลดน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ ตลาดมองไปถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันพุธนี้ และยังมีน้ำหนักได้ทั้ง 2 ทาง คือคง ดอกเบี้ย และลดดอกเบี้ยลง เนื่องจากส่วนหนึ่งมองว่าการลดดอกเบี้ยในช่วงนี้ก็ไม่ได้ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้มากนัก แต่กลับจะยิ่งทำให้มี หนี้เสียเพิ่มมากขึ้น ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งมองว่า กนง.รอบนี้มีโอกาสจะลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25%

"ตอนนี้ตลาดจับตาประชุม กนง.วันพุธนี้ ซึ่งก็ยังมี 50:50 ว่าอาจจะลดดอกเบี้ย หรืออาจจะคงดอกเบี้ยก็ได้ เพราะการลด ดอกเบี้ยตอนนี้ ก็ไม่ได้มีผลต่อเศรษฐกิจมากนัก" นักบริหารเงินระบุ

นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.90 - 32.15 บาท/ดอลลาร์

  • ปัจจัยสำคัญ
  • เงินเยนอยู่ที่ระดับ 107.29/30 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 107.13 เยน/ดอลลาร์
  • เงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.0808/0809 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.0821 ดอลลาร์/ยูโร
  • ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,286.53 จุด เพิ่มขึ้น 5.77 จุด (+0.45%) มูลค่าการซื้อขาย 55,905 ล้านบาท
  • สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติขายสุทธิ 2,085.99 ลบ.(SET+MAI)
  • สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาส 1/63 หดตัว -1.8% เทียบกับไตรมาส 4/62 ที่ขยายตัว 1.5% ขณะที่ปรับลดคาดการณ์
GDP ทั้งปี 63 ลงเหลือ -6 ถึง -5% จากเดิมที่คาดโต 1.5-2.5% ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวลดลงของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก,
การลดลงอย่างรุนแรงของจำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติ, สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และปัญหาภัยแล้ง พร้อม
ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะลดลงระดับต่ำสุดในไตรมาส 2 เนื่องจากเป็นช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ภาคธุรกิจห้างร้านต่างๆ เพื่อควบคุม
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดในประเทศ
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1/63 ว่าเพิ่มขึ้น 4.1% โดยสินเชื่อธุรกิจ
ขยายตัว 3.3% และสินเชื่ออุปโภคบริโภค ขยายตัว 5.6% ขณะที่ NPL อยู่ที่ 3.05% โดยมีกำไรสุทธิ 52.9 พันล้านบาท และระบบ
ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2,836 ล้านบาท เงินสำรองที่ 719.2 พันล้านบาท ในภาพรวมถือว่าระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง
เงินกองทุนและเงินสำรองอยู่ในระดับสูง สามารถรองรับความต้องการสินเชื่อและความผันผวนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-
19 ได้
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เผยมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.90-
32.25 บาท/ดอลลาร์ มองว่า นักลงทุนจะให้ความสนใจการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ทั่วโลกและความเสี่ยงต่อการเกิดการแพร่ระบาด
ระลอกสองของโควิด-19, ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน รวมถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก นอกจากนี้ ตลาดจะยังคงประเมินทิศ
ทางกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟด
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ประเมินการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 20 พ.ค. โดยคาดว่า
จะมีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 0.75% สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ที่ 0.50% เพื่อเยียวยาเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้น
ตัวอย่างช้าๆ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ขณะที่นโยบายการเงินที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย และมาตรการด้านการคลังจะมีบทบาทมากขึ้นในระยะถัด
ไป
  • นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดการณ์ว่า GDP ของสหรัฐอาจหดตัวลงกว่า 30% ในไตร
มาส 2 ของปีนี้ แต่เชื่อว่าสหรัฐจะไม่เผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในระยะยาว ขณะเดียวกันเฟดจะไม่ละความพยายามในการพยุงเศรษฐกิจ
สหรัฐให้รอดพ้นจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 พร้อมกับยืนยันว่า เฟดสามารถอัดฉีดเงินเข้าสู่ตลาดการเงินอย่างไม่จำกัด เพื่อลดผล
กระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดในครั้งนี้
  • ธนาคารกลางจีน (PBOC) ส่งสัญญาณเดินหน้าปรับปัจจัยที่ตรงข้ามกับวัฏจักรเศรษฐกิจ (counter-cyclical) และ
ดำเนินนโยบายการเงินให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงิน และสนับสนุนเศรษฐกิจที่แท้จริงให้ฟื้นตัวขึ้น โดย PBOC จะ
เพิ่มความพยายามในการใช้นโยบายการเงินให้เกิดผลอย่างเต็มที่ รวมถึงการนำเงินกู้ก้อนเดิมไปปล่อยกู้รอบใหม่ และการเปลี่ยนผ่าน
นโยบายให้เป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดแรงงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริงให้ฟื้นตัวขึ้นด้วย
  • ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ที่จะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนพ.ค.จากสมาคมผู้สร้าง

บ้านแห่งชาติ (NAHB), คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เปิดเผยรายงานการประชุมวันที่ 28-29

เม.ย.63, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนเม.ย.จาก Conference Board และดัชนีผู้จัดการฝ่าย

จัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการขั้นต้นเดือนพ.ค.จากมาร์กิต เป็นต้น


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ