นักวิชาการแนะรัฐเปิดเสรีค่าขนส่งตามต้นทุนน้ำมันแก้ปมกลุ่มโลจิสติกส์ประท้วง

ข่าวเศรษฐกิจ Sunday October 31, 2021 15:25 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า หากสมาพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยนัดหยุดงานจะทำให้เกิดการชะงักงันของระบบขนส่งและโลจีสติกส์ได้และอาจนำมาสู่ภาวะขาดแคลนสินค้าในบางพื้นที่ และ อาจทำให้ภาคการผลิตบางส่วนสะดุดหากขาดแคลนวัตถุดิบ รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้เกิดการนัดหยุดงานและควรนำข้อเรียกร้องของสมาพันธ์ฯ มาพิจารณาดู โดยควรเปิดให้มีการปรับราคาค่าขนส่งสินค้าได้ตามต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น คาดกระทบเงินเฟ้อไม่มากเพราะยังมีอุปทานส่วนเกินและสินค้าล้นคลังจำนวนมากๆ แต่ไม่ควรตรึงราคาน้ำมัน 25 บาทต่อลิตร เพราะจะสร้างภาระภาษีประชาชนในอนาคตและภาระทางการคลังมากเกินไป เงินงบประมาณที่ต้องนำไปใช้ตรึงราคาน้ำมันนั้นให้นำจัดสวัสดิการเพิ่มเติมให้กับผู้ว่างงานและจัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนยากจนจะดีกว่า

เนื่องจากประเทศไทยเป็นสังคมที่มีเหลื่อมล้ำสูงมาก มีคนจำนวนมากไม่มีหลักประกันในชีวิตและสวัสดิการเพื่อการดำรงชีพและไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อประคับประคองชีวิตและครอบครัวเมื่อประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและการว่างงาน นอกจากนี้สัดส่วนของหนี้ครัวเรือนเทียบกับจีดีพี เทียบกับรายได้ของแต่ละครัวเรือนก็อยู่ในระดับสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก สังคมโดยรวมยังไม่มีการเตรียมรับมือความท้าทายจากผลกระทบของเทคโนโลยีอุบัติใหม่ (โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล) ต่อตลาดแรงงานและระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งมิติผลิตภาพของแรงงานและทุน ความสามารถในการแข่งขันและมิติความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้สังคมไทยยังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยในอัตราเร่งและประชากรผู้สูงวัยส่วนใหญ่ยังไม่มีสวัสดิการและมีเงินออมอยู่ในระดับต่ำไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีคุณภาพ และอาจมีความยากลำบากในการดำเนินชีวิตยาวนานขึ้นก่อนการสิ้นอายุขัยจากปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมา

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการจัดระบบสวัสดิการสามส่วนสำคัญเพิ่มเติมจากระบบสวัสดิการที่มีอยู่ คือ ระบบประกันรายได้มาตรฐานขั้นต่ ระบบสวัสดิการเด็กเล็กและสวัสดิการเรียนฟรี ระบบสวัสดิการบำนาญสำหรับผู้สูงวัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีข้อจำกัดทางด้านฐานะทางการคลัง ข้อจำกัดภาระต่องบประมาณ ข้อจำกัดทางด้านรายได้ของรัฐบาล การจัดระบบสวัสดิการที่เหมาะสมและทำให้เกิดความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาวจึงมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงต่อระบบสวัสดิการของสังคมไทยอย่างยั่งยืน ไม่ควรนำไปแทรกแซงราคาน้ำมันเพราะไม่มีทางที่จะเอาชนะกลไกตลาดได้ ควรเก็บงบไว้ดูแลสวัสดิการของประชาชนจะเกิดประโยชน์มากกว่าในระยะยาว โดยเฉพาะสวัสดิการดูแลเด็กเล็กและเรียนฟรีจะส่งผลบวกระยะยาว การเปิดประเทศจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆสองเดือนสุดท้ายของไทยกระเตื้องขึ้นชัดเจน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจน่าจะสูงสุดนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคโคิด-19 เมื่อต้นปีที่แล้ว

ส่วนกรณีที่ประชุมกลุ่มประเทศ G-20 ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้สนับสนุนให้มีการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำ 15% รวมทั้งกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ที่จะบังคับใช้เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีของบรรษัทข้ามชาติและต้องการผลักดันกฎเกณฑ์เหล่านี้เป็นหลักเกณฑ์สากลใช้กับทุกประเทศ การเก็บภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำ 15% ไม่กระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนและการลงทุนในไทยมากนักเพราะไทยมีอัตราภาษีนิติบุคคลที่สูงกว่า 15% อยู่แล้ว เกณฑ์สากลในการเก็บภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำ 15% จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ได้ระดับหนึ่งและอาจช่วยให้การจดทะเบียนธุรกิจในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำพิเศษและการเคลื่อนย้ายการลงทุนมายังประเทศภาษีต่ำลดลง ธุรกรรมการบันทึกบัญชีแบบ Transfer Pricing ของบรรดาบรรษัทข้ามชาติน่าจะลดลงอย่างมีนัยยสำคัญ บรรษัทข้ามชาติในไทยและอาเซียนมีการโยกย้ายการรายงานผลกำไรระหว่างบริษัทในเครือเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอย่างมีนัยสำคัญทั้งในทางสถิติและเชิงเศรษฐศาสตร์

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของ Torslov, Wier and Zucman พบว่า บรรษัทข้ามชาติมีความสามารถในการโยกย้ายกำไรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา วิธีที่นิยมใช้ คือ การกำหนดราคาการซื้อขายสินค้าระหว่างบริษัทในเครือ (Transfer Price) และ การกำหนดโครงสร้างทางการเงินของบริษัทพึ่งพาหนี้ในอัตราที่สูงกว่าความเป็นจำเป็น (Thin Capitalization) การหลบเลี่ยงภาษีระหว่างประเทศของบรรษัทข้ามชาติด้วยรายงานกำไรของตนในลักษณะที่สอดคล้องกับแรงจูงใจที่จะโยกย้ายกำไรไปที่ต่างขาติเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี (Tax-motivated Profit Shifting) หรือไม่ เมื่อมีการกำหนดภาษีขั้นต่ำในระบบเศรษฐกิจโลกเป็นเรื่องที่ควรต้องสนใจศึกษาวิจัยกันต่อไป แต่ในการประเมินเบื้องต้นเงินลงทุนไหลออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศ G-7 น่าจะลดลง

อย่างไรก็ตาม กระแสโลกาภิวัฒน์เปิดโอกาสให้การควบรวม การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจของทุนยักษ์ใหญ่ข้ามชาติกับทุนขนาดใหญ่ชาติ สามารถผลิตสินค้าและบริการป้อนตลาดภายในและตลาดโลกได้ด้วยความได้เปรียบจากขนาดและเครือข่าย ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ทำให้เบียดพื้นที่การประกอบธุรกิจทุนขนาดกลางขนาดเล็ก โรงงานขนาดเล็กๆ อาจเป็นหุ้นส่วนกับโรงงานข้ามชาติขนาดใหญ่ โดยผลิตชิ้นส่วนป้อนให้โรงงานข้ามชาติขนาดใหญ่ แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังตกอยู่กับบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่อยู่ดี สภาวะตลาดที่มีโครงสร้างผูกขาดและมีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่ต่อไป การเก็บภาษีขั้นต่ำ 15% ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักในโครงสร้างเศรษฐกิจโลกดังกล่าว


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ