ยอดค้าปลีกของออสเตรเลียในไตรมาสที่สามของปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นหลักฐานที่ตอกย้ำถึงเหตุผลที่ธนาคารกลางต้องกระหน่ำลดอัตราดอกเบี้ยลงหนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 2534
สำนักงานสถิติเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกของออสเตรเลียไตรมาสสามดีดตัวขึ้นเล็กน้อย 0.1% จากที่ร่วงลง 0.2% ในไตรมาสก่อนหน้านี้ ขณะที่นักวิเคราะห์จากโพลล์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวจะฟื้นตัวขึ้น 0.4%
ยอดค้าปลีกที่ซบเซาเป็นปัจจัยที่กดดันให้นายเกลน สตีเว่นส์ ผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรเลียตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 2% นับตั้งแต่ต้นเดือนก.ย.ที่ผ่านมามาอยู่ที่ระดับ 5.25% ขณะที่ความเชื่อมั่นธุรกิจร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนต.ค.ส่วนความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำลบเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน
"ยอดขายที่อ่อนแออย่างมากอาจมีสาเหตุจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลง" จอห์น เอ็ดเวิร์ดส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก HSBC Bank Australia Ltd. ในซิดนีย์กล่าวพร้อมทั้งคาดว่า "การใช้จ่ายภาคครัวเรือนมีแนวโน้มว่าจะยังคงซบเซาในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2552"สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ณ เวลา 12.13 น. ตามเวลาซิดนีย์ เงินดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง 0.9% สู่ระดับ 64.11 เซนต์สหรัฐต่อดอลลาร์ออสเตรเลียจาก 64.81 เซนต์สหรัฐต่อดอลลาร์ออสเตรเลียที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 2 ปีพุ่งขึ้น 0.02% สู่ระดับ 3.38% และในปีนี้ดัชนี S&P/ASX 200 ร่วงลง 42% ส่วนราคาบ้านไตรมาสสามทรุดฮวบลงหนักสุดนับตั้งแต่ปี 2521 ที่ระดับ 1.8% ขณะเดียวกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกลางได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจประจำปีนี้ลงมาอยู่ที่ 1.5% จากระดับ 2% พร้อมทั้งระบุถึงเหตุผลที่ต้องปรับลดดอกเบี้ยในเดือนต.ค.และพ.ย.ว่าเป็นเพราะวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกที่ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจออสเตรเลียเผชิญความเสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะชะงักงัน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าธนาคารกลางจะมีมติลดดอกเบี้ยลงอีก 0.50% ในการประชุมวันที่ 2 ธ.ค.นี้มาอยู่ที่ระดับ 4.75%