รัฐมนตรีกระทรวงการค้าของมาเลเซียเปิดเผยว่า มาเลเซียสามารถกวาดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2551 ที่ระดับ 4.61 หมื่นล้านริงกิต (ประมาณ 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและบริการที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
โดยในปีที่ผ่านมา ออสเตรเลียครองแชมป์กลุ่มนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ทุ่มเงินลงทุนในมาเลเซียมากที่สุดถึง 1.31 หมื่นล้านริงกิต โดยส่วนใหญ่ลงทุนในโครงการใหม่ๆ 1.25 หมื่นล้านริงกิต ตามด้วยสหรัฐอเมริกาที่มียอดเงินลงทุนทั้งสิ้น 8.7 พันล้านริงกิต จากการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ และญี่ปุ่นรั้งอันดับสามด้วยยอดเงินลงทุน 5.6 ล้านริงกิต ลดลงเกือบ 14% เมื่อเทียบกับปี 2550
ทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนกว่า 73.4% ของโครงการลงทุนทั้งหมดที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลไปในปีที่ผ่านมาจากยอดเงินลงทุนทั้งสิ้น 6.28 หมื่นล้านริงกิต
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ธนาคารโลกได้ประมาณการณ์ไว้ว่า เม็ดเงินลงทุนทางตรงต่างชาติที่หมุนเวียนเข้ามาในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะหดตัวลงเหลือ 4 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งลดลง 31% จากที่ประมาณการไว้ในระดับ 5.80 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2551 เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ปรับลดค่าใช้จ่ายต้นทุนและชะลอการลงทุนท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ซบเซา
ทั้งนี้ มาเลเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เผชิญภัยคุกคามจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยขณะที่ยอดส่งออกหดตัวลง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์เช่นเชื้อเพลิงและน้ำมันปาล์มยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายนาจิบ อับดุล ราซัค รัฐมนตรีคลังมาเลเซียเตรียมเปิดเผยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับที่ 2 ในเร็วๆนี้ เพื่อสร้างความอุ่นใจว่า เศรษฐกิจจะไม่เผชิญกับภาวะถดถอย หลังจากที่รัฐบาลประกาศมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมูลค่า 7 พันล้านริงกิตไปเมื่อเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา