ราคาบ้านในสหรัฐร่วงหนักสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4 หลังจำนวนบ้านค้างสต็อกที่พุ่งสูงส่งผลให้บ้านมีมูลค่าลดลง ในขณะเดียวกันภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ทำให้จำนวนผู้ซื้อบ้านลดลงตามไปด้วย
สมาคมนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์แห่งสหรัฐเปิดเผยว่า ราคากลางของบ้านในสหรัฐร่วงลง 12% เหลือ 180,100 ดอลลาร์ในไตรมาส 4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดย 9 ใน 10 เมืองมีราคาบ้านลดลง ในขณะเดียวกันยอดขายบ้านหลุดจำนองก็มีสัดส่วนถึง 45% ของการซื้อขายบ้านทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว
ตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐยังทรุดต่อเนื่องหลังจำนวนบ้านค้างสต็อกที่มีมากขึ้นทำให้มูลค่าบ้านลดลง ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจก็ถดถอยลงต่อเนื่องเช่นกัน ภาวะดังกล่าวส่งผลให้จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในสหรัฐพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะ 4.81 ล้านรายในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนม.ค. เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง อาทิ แคททาพิลลาร์ อิงค์ และ โฮม ดีโป อิงค์ ต่างปลดพนักงานเป็นจำนวนมาก โดยเมื่อปีที่แล้วมีผู้ตกงานกว่า 2.6 ล้านคนในสหรัฐ ซึ่งถือว่ามากสุดในรอบ 64 ปี
"ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบหนักอยู่แล้ว แถมตอนนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยอัตราว่างงานที่พุ่งสูงอย่างมาก" ไบรอัน เบธูน นักเศรษฐศาสตร์การเงินจากบริษัท ไอเอชเอส โกลบอล อินไซท์ ในรัฐแมสซาชูเสทท์ กล่าว "การปลดพนักงานแต่ละครั้งทำให้จำนวนผู้ที่สามารถขอกู้เงินเพื่อซื้อบ้านลดลงตามไปด้วย"ทั้งนี้ ราคาบ้านลดลงใน 134 เมืองใหญ่ของสหรัฐ, เพิ่มขึ้นใน 18 เมือง และทรงตัวใน 1 เมือง โดยเมืองที่ราคาบ้านร่วงหนักสุดคือเมืองฟอร์ทไมเยอร์ รัฐฟลอริด้า ซึ่งร่วงลงถึง 51% ตามมาด้วยเมืองซากินาว รัฐมิชิแกน ที่ร่วงลง 41% ส่วนห้าอันดับต่อมาเป็นเมืองในรัฐแคลิฟอร์เนียทั้งหมด ได้แก่ ริเวอร์ไซด์ 41%, ซานโฮเซ่ 38%, ซานฟรานซิสโก 37%, ซาคราเมนโต 37% และ ซานดิเอโก 36% สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน