นายจอห์น ซัง รัฐมนตรีคลังฮ่องกง เปิดเผยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของฮ่องกงชะลอตัวแตะที่ระดับ 2.5% ในปี 2551 ต่ำกว่าแนวโน้มการขยายตัวตลอดสิบปีที่ผ่านมา ส่วนอัตราการขยายตัวในแต่ละไตรมาสอยู่ที่ 7.3%, 4.3%, 1.7% ตามลำดับ ก่อนที่จะหดตัว 2.5% ในไตรมาสสี่
"เศรษฐกิจของฮ่องกงได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงครึ่งหลังของปี 2551 ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตการเงินและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก" นายซังกล่าวในระหว่างการแถลงงบประมาณประจำปี 2552-2553 ต่อสภานิติบัญญัติในวันนี้
อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยตลอดปี 2551 อยู่ที่ 4.3% โดยเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก ด้วยปัจจัยสนับสนุนมาจากราคาอาหารในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นและค่าเช่าบ้านในฮ่องกงที่แพงขึ้น แต่แรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปลายปี
ส่วนการขยายตัวด้านการส่งออกชะลอตัวมาอยู่ที่ 2% โดยราคาสินทรัพย์ที่ร่วงลงและแนวโน้มเศรษฐกิจซบเซาถ่วงให้อัตราการขยายตัวด้านการบริโภคร่วงลงมาอยู่ที่เพียง 1.8% ในปี 2551
ขณะที่ผู้ประกอบการและธุรกิจต่างๆระมัดระวังด้านการลงทุนและการจ้างงานมากขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขว่างงานปรับตัวสูงขึ้นแตะ 4.6% หลังจากที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปีที่ 3.2% ในช่วงกลางปี
พร้อมกันนี้ รมว.คลังฮ่องกงยังได้คาดการณ์ว่า จีดีพีของฮ่องกง จะหดตัว 2-3% ในปี 2552 ซึ่งเป็นการขยายตัวรายปีในอัตราติดลบเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินเอเชียในปี 2541 หรือ วิกฤตต้มยำกุ้ง
นายซังกล่าวว่า ปี 2552 จะเป็นปีที่หนักหนาสาหัส ทั้งการส่งออกและความต้องการภายในประเทศจะยังคงอ่อนแอ ส่วนสถานการณ์ด้านการจ้างงานก็น่าจะยังไม่ฟื้นตัวขึ้น เพราะเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าถดถอยอย่างต่อเนื่อง
ส่วนอัตราเงินเฟ้อนั้น เมื่อพิจารณาจากอุปสงค์ที่อ่อนแอและราคาโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่เริ่มปรับตัวลดลงมาตั้งแต่เมื่อช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว กระทรวงการคลังฮ่องกงจึงคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อในปี 2552 น่าจะลดลงมาอยู่ที่ 1.6%
ทั้งนี้ สถานการณ์การเงินที่ผันผวนและผลกระทบที่หลากหลายของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลทั่วโลกนำมาใช้ จึงเป็นไปได้ว่าจะต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าที่เศรษฐกิจจะกลับมาสู่สภาพปกติ สำนักข่าวซินหัวรายงาน