อัตราการซื้อสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินสหรัฐช่วงเดือนเม.ย.อยู่ในภาวะชะลอตัว เนื่องจากจีน ญี่ปุ่น และรัสเซียลดสัดส่วนความต้องการถือครองพันธบัตรในรูปสกุลเงินดังกล่าว ซึ่งภาวะเช่นนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงผลกระทบต่อยอดขาดดุลบัญชีของสหรัฐกับประเทศอื่นๆ
อัตราการซื้อหุ้น พันธบัตร และตราสารหนี้ระยะยาวโดยรวมในเดือนเม.ย.ขยายตัวที่ระดับ 1.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับระดับ 5.54 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมี.ค. ขณะสัดส่วนการถือครองหลักทรัพย์ต่างประเทศเคลื่อนไหวที่ 4.19 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับที่เพิ่มขึ้น 5.53 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมี.ค. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอัตราการถือครองสินทรัพย์ของสหรัฐที่ตกลง 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
"การหารือระหว่างธนาคารกลางในประเทศต่างๆเรื่องการกระจายเงินดอลลาร์และการถือครองพันธบัตรนั้นก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจาเท่านั้น" คริส รัพคีย์ นักวิเคราะห์จากแบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจในนิวยอร์กกล่าว "วิกฤตการเงินที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ยังคงเกิดขึ้นและนักลงทุนต่างชาติและธนาคารกลางยังคงมีความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยงในรูปสกุลเงินดอลลาร์อยู่บ้าง"อย่างไรก็ตาม การลงทุนในตลาดหุ้นระยะสั้นๆเช่นการสว็อปหุ้นนั้นมีนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นสุทธิ 5.32 หมื่นล้านดอลลลาร์ เมื่อเทียบกับที่เคยเป็นผู้ซื้อสุทธิ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนก่อนหน้านี้
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ณ เวลา 11:08 น.พันธบัตรสหรัฐระยะ 10 ปีเดินหน้าขึ้นเป็นวันที่ 3 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรดังกล่าวเพิ่มขึ้นแตะที่ 3.74%
ทั้งนี้ จีนซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐรายใหญ่ที่สุดลดสัดส่วนการถือครองลง 4.4 พันล้านดอลลาร์มาอยู่ที่ 7.635 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รัสเซียลดการถือครองลง 1.4 พันล้านดอลลาร์ลงสู่ระดับ 1.37 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนบราซิลลดการถือครอง 600 ล้านดอลลาร์มาอยู่ที่ 1.26 แสนล้านดอลลาร์ และญี่ปุ่นลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ของสหรัฐ 800 ล้านดอลลาร์ลงเหลือ 6.859 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ทางสำนักงานดุลบัญชีงบประมาณคาดการณ์ว่า ยอดขาดดุลบัญชีจะอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.85 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้