ตลาดหุ้นไทยภาคบ่ายยังคงเผชิญกับแรงขายอย่างต่อเนื่อง โดยต้นภาคบ่ายดัชนีร่วงไปเป็นกว่า 2% แล้ว ซึ่งการเทขายที่เกิดขึ้นเป็นการปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อโยกเงินออกจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่กลับไปยังตลาดสหรัฐและยุโรป ท่ามกลางความกังวลมาตรการสกัดปัญหาเงินเฟ้อในภูมิภาคเอเชีย
เมื่อเวลา 14.48 น.ดัชนี SET มาอยู่ที่ 950.32 จุด ลดลง 19.57 จุด (-2.02%)
ล่าสุด เมื่อเวลา 15.04 น.ดัชนี SET อยู่ที่ 951.13 จุด ลดลง 18.76 จุด(-1.93%)
นายสุกิจ อุดมสิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ลูกค้าบุคคล และสายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงบ่ายปรับตัวลงกว่า 2% เป็นไปตามตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างปรับตัวลงกันหมด โดยตลาดบ้านเราก็ได้รับแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติที่ออกมาค่อนข้างมาก หลังจากแค่ช่วงเช้านักลงทุนต่างชาติก็ขายออกมาในระดับกว่าพันล้านบาทแล้ว
ความกังวลที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคก็มีโอกาสที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วยกันทั้งนั้น แต่มองว่าจุดสูงสุด(peak)ของอัตราเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในช่วงไตรมาส 2/54 ดังนั้น ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้(H1/54)ก็ต้องจะต้องเจอปัญหาของเงินเฟ้อไปก่อน
และด้วยปัจจัยดังกล่าวนี้ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมีการปรับพอร์ตเกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ทยอยปรับพอร์ตกันไปแล้ว และเมื่อปรับพอร์ตไปเรื่อยก็ต้องมีการปรับพอร์ตที่หนักขึ้น ทั้งนี้เม็ดเงินส่วนใหญ่ก็คงจะโยกเข้าไปที่ตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากเวลานี้ภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯและเงินเฟ้ออยู่ในแนวทางที่ไปด้วยกันได้ดี
พร้อมปรับเปลี่ยนกรอบการแกว่งของดัชนีฯใหม่เป็น แนวรับ 945, 930 จุด แนวต้าน 970 จุด โดยก่อนหน้านี้ได้แนะนำให้ขายแล้วรอซื้อคืนแถว 950-960 จุด ในหุ้นบลูชิพและหุ้นปันผลดี แต่ส่วนใหญ่จะแนะนำให้เข้าไปซื้อที่แถวระดับ 930 จุด
ด้าน Fund Survey บล.โกลเบล็ก ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า Regional Funds ทำการลดพอร์ตใน Emerging Market ย้ายเงินเข้าตลาดสหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง จึงคาดว่าดัชนี SET น่าจะปรับตัวลงต่ำกว่า 950 ลงสู่ 854-911 จุด