นายชวลิต ถนอมถิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง [RT] เปิดเผยว่า ในปี 69 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมประมาณ 3,900 ล้านบาท พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 15% และตั้งเป้าผลักดันงานในมือ (Backlog) ให้แตะระดับ 12,000 ล้านบาทสิ้นปีนี้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจวิศวกรรมโยธาและธรณีเทคนิคอย่างครบวงจร
ทิศทางธุรกิจปีนี้บริษัทมุ่งเน้นเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสร้างการรับรู้รายได้จากการส่งมอบงานอย่างสม่ำเสมอทุกไตรมาส และจากความได้เปรียบด้านงานวิศวกรรมเฉพาะทางที่มีความซับซ้อนสูง ส่งผลให้ RT มีโอกาสรับงานอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาศักยภาพองค์กรในทุกมิติ และวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว รองรับการขยายธุรกิจอย่างมั่นคง ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขัน พร้อมก้าวสู่ความเป็นเลิศด้านงานก่อสร้างวิศวกรรมโยธาและธรณีเทคนิคครบวงจร
"สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานในปี 2569 เชื่อว่าภาครัฐมีแนวโน้มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ทั้งงานระบบราง ถนน และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ขณะที่ภาคเอกชนคาดว่ายังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทติดตามปัจจัยเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้าง อัตราดอกเบี้ย และภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการต้นทุนและความเสี่ยงให้เหมาะสม" นายชวลิต กล่าวนายไชยา วงศ์ลาภพานิช กรรมการผู้จัดการ RT กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในปีนี้บริษัทมุ่งเน้นกลยุทธ์การคัดเลือกรับงานที่มีอัตรากำไรสูง และเป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะ ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงผ่านการรับงานหลากหลายประเภท พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนงานที่รับรู้รายได้เร็ว
ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันผ่านการต่อยอดงานด้านบำรุงรักษา ทั้งงาน Slope Protection งานเขื่อน และงานอุโมงค์ที่เริ่มเข้าสู่รอบการดูแลรักษาและซ่อมบำรุง พร้อมนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความผิดพลาดในการทำงาน
นอกจากนั้น บริษัทยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทางการเงินอย่างรัดกุม โดยเน้นการควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิตเพื่อรักษาระดับมาร์จิ้นให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยวางแผนจัดซื้อวัสดุในปริมาณมากและการทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิต เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาวัสดุ รวมถึงเสริมสภาพคล่องและรักษากระแสเงินสดให้มั่นคงรองรับการขยายงานในอนาคต
นายไชยา กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะเพิ่มสัดส่วนงานที่เป็นผู้รับจ้างหลัก (Main Contractor) ให้มากขึ้นเป็นสัดส่วน 50:50 กับงาน Sub-contractor จากในอดีตที่ส่วนใหญ่เป็นงาน Sub-contractor ซึ่งการเป็นผู้รับจ้างหลักจะทำให้บริษัทบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเงินได้ดีขึ้น และเพิ่มความมั่นคงให้กับบริษัท ทั้งนี้บริษัทจะเลือกรับงานที่มีคุณภาพและมีความเชี่ยวชาญเท่านั้น โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทล่าสุดได้มีมติปรับเกณฑ์การรับงานใหม่ให้มีอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 16% เพื่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน แม้มีความเสี่ยงประเด็นการเมือง แต่โครงการที่บริษัทจะเข้าประมูลเป็นงานที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องไม่ว่าจะพรรคใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาล
นางเมชญา แก้วดวงดี รองกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหาร RT กล่าวถึงแผนงานเบื้องต้นจากการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ บริษัทตั้งเป้าหมายระยะยาวจะมีกำไรสุทธิไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาทภายในปี 71 และรายได้เติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี จากงานใหม่ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง และงานซ่อมบำรุงรักษาเป็นรายได้เสริม รวมทั้งโฟกัสงานที่ส่งมอบเร็วเพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้กับบริษัท
ปัจจุบันบริษัทมี Backlog ราว 6,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนนำ AI เข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน พร้อมทั้งบริหารจัดการต้นทุนโครงการ และค่าใช้จ่ายบริหารให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีกระแสเงินสดชำระหนี้ เร่งส่งมอบงานและวางบิลเก็บเงินเพื่อเปลี่ยนรายได้ค้างรับเป็นกระแสเงินสด ปรับปรุงวงจรเงินสด Cash Cycle ให้เหมาะสม โดยเร่งรับเงินจากลูกหนี้ ส่งงานเร็วกว่าแผน และขยายเวลาการจ่ายชำระเจ้าหนี้ นอกจากนี้จะมีการออกเครื่องมือทางการเงินเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและเสริมสร้างสภาพคล่องโครงการ
นายปรเมษฐ์ มัชฌิมา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานบัญชีและการเงิน RT เปิดเผยถึงแผนการชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปี 69 2 รุ่นจำนวน 510.70 ล้านบาท ซึ่งจะต้องชำระในเดือนก.พ.จำนวน 412.10 ล้านบาท และเดือนพ.ย.จำนวน 98.60 ล้านบาท บริษัทเตรียมความพร้อมไว้แล้วจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน รวมทั้งเงินจากหุ้นกู้ที่ออกไปช่วงปลายปี 68 ขณะเดียวกันบริษัทยังไม่มีแผนออกหุ้นกู้ใหม่ เพื่อดำเนินตามกลยุทธ์หลักที่มุ่งเน้นการลดหนี้