เมื่อเวลา 14.16 น.ราคาหุ้น THAI ร่วง 4.11% ลดลง 0.30 บาท มาที่ 7.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 209.18 ล้านบาท จากราคาเปิด 7.30 บาท ราคาสูงสุด 7.30 บาท และราคาต่ำสุด 7.00 บาท
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดกำไรปกติ บมจ.การบินไทย [THAI] ในไตรมาส 4/68 ที่ราว 7 พันล้านบาท (ลดลง 44% YoY แต่เพิ่มขึ้น 29% QoQ) อ่อนแอกว่าที่เราเคยคาดไว้ที่ราว 8 พันล้านบาท แต่ต่ำกว่า consensus ที่ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 9.6 พันล้านบาท
เราคาดรายได้รวมที่ 4.64 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 4/68 (ลดลง 9% YoY แต่เพิ่มขึ้น 8% QoQ) โดยการลดลงนั้นเกิดจากฐานสูงปีก่อนของปัจจัยจำนวนผู้โดยสาร (ลดลง 5% YoY แต่เพิ่มขึ้น 10% QoQ) และแรงกดดันของปัจจัยราคา (เราประเมินค่าโดยสารเฉลี่ยลดลง 5% YoY แต่ค่อนข้างคงที่ QoQ)
ค่าใช้จ่ายพนักงานคาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ (เพิ่ม YoY และ QoQ) และค่าใช้จ่ายการซ่อมเครื่องบินเพิ่มจากฐานในไตรมาส 3/68 ที่ต่ำ (เพิ่ม YoY และ QoQ) เราประเมินเบื้องต้นว่า Operating margin จะอยู่ที่ราว 16% ในไตรมาส 4/68 ซึ่งลดลงจากฐานที่สูงผิดปกติที่ 31.5% ในไตรมาส 4/67 และ 16.5% ในไตรมาส 3/68
ขณะที่ประเด็นหุ้นที่โดนห้ามขาย THAI ชี้แจงว่าได้มีการพูดคุยกับผู้ถือหุ้น (ซึ่งรวมถึงเจ้าหนี้เดิม) เช่น กลุ่มสหกรณ์ และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เพื่อชี้แจงถึงข้อมูลทางด้านปัจจัยพื้นฐานของบริษัท โดยกลุ่มพันธมิตรสหกรณ์ออมทรัพย์ ถือหุ้นรวม 12.46% ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่จะไม่ขายหุ้น THAI ในทันทีภายหลังพันช่วงระยะเวลาห้ามขายหุ้น
ทั้งนี้ วันที่ 4 ก.พ.69 จะเป็นวันแรกของหุ้นที่โดนห้ามขายจำนวน 6,601 ล้านหุ้น จะสามารถซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจำนวนหุ้น 6,601 ล้านหุ้น คิดเป็น 23.3% ของหุ้นทั้งหมดของ THAI โดยหุ้นที่ซื้อขายได้ตอนนี้มีจำนวน 1,900 ล้านหุ้น หรือเพียง 6.7% ของหุ้นทั้งหมด หุ้นที่โดนห้ามขายเป็นหุ้นที่เกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุนที่ราคา 2.5452 บาท/หุ้น และเกิดจากการเพิ่มทุนที่ราคา 4.48 บาท/หุ้น โดยหุ้นที่เกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุนนั้นมีสัดส่วนมากกว่า คิดเป็น 74% ของหุ้นทั้งหมดของ THAI
อีกทั้งในวันที่ 4 ส.ค.69 หุ้นที่โดนห้ามขายที่เหลืออีกจำนวน 19,803 ล้านหุ้น หรือ 70% ของหุ้นทั้งหมด จะสามารถซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง 38.9%, บุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง 4%, BBL 8.5%, สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำกัด 5.4%, KTB 4.7% , TTB 2% (ณ วันที่ 20 พ.ย.68)
เราแนะนำให้ Wait-and-see รอดูสถานการณ์ เรามองว่าราคาหุ้น THAI จะมีความผันผวนสูงหลังจากหุ้นจำนวนมาก (ที่ราคาต้นทุนต่ำ) กลับมาเข้ามาซื้อขายได้ในวันที่ 4 ก.พ.
เราได้ทำ sensitivity analysis คาดการณ์ราคาเหมาะสม THAI บนการเปลี่ยนแปลงของ EPS ปี 69 (อิง consensus) และ PE multiplier ในกรณี Base case อิง EPS 1.05 บาท และ 9.3x PE (ค่าเฉลี่ยภูมิภาค) ราคาเหมาะสม คือ 9.8 บาท ในปัจจุบัน คำแนะนำ Buy/Hold/Sell ของ consensus คือ 7/12/1
Bear case: กำไรลดลงจากที่ตลาดคาด 10-30% และ PE ปรับลดลงมาที่ -1SD ถึง -2SD (7-8.2 เท่า) ช่วงราคาคือ 5.2-7.8 บาท ตัวอย่างเหตุการณ์ของกรณีนี้ เช่น การท่องเที่ยวไทยชะลอตัว มีแรงกดดันราคาค่าโดยสาร ราคาน้ำมันเครื่องบินขึ้น และค่าเงินบาทอ่อนค่า
Bull case: กำไรเพิ่มจากที่ตลาดคาด 10-30% และ PE ปรับขึ้นมาที่ +1SD ถึง +2SD (10.5-11.6 เท่า) ช่วงราคาคือ 12.1-15.9 บาท ตัวอย่างเหตุการณ์ของกรณีนี้ เช่น การท่องเที่ยวไทยเติบโตดีมาก ราคาค่าโดยสารปรับขึ้นได้ ราคาน้ำมันเครื่องบินลดลง และค่าเงินบาทแข็งค่า